ส่องชะตากรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย เจาะลึกห่วงโซ่ใหม่ ใครคุมเกมมะพร้าวไทย?

“มะพร้าวน้ำหอมไทย” เคยเป็นสินค้าดาวรุ่งในตลาดจีน ความต้องการที่เพิ่มสูงทำให้จังหวัดราชบุรีกลายเป็นศูนย์กลางล้งกว่า 200 แห่ง
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากกระแสราคาดีในอดีตที่ปลุกความหวังให้เกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกเพิ่ม ต้นมะพร้าวรุ่นใหม่ทยอยให้ผลผลิตพร้อมกัน เหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้าสู่ตลาดในเวลาเดียวกัน
ลุงหน่อง สาโรจน์ เจียมจวนขาว วัย 72 ปี เจ้าของสวนมะพร้าว พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
สองเดือนก่อน เขาขายได้เพียงลูกละ 2 บาท ล่าสุดขยับเป็น 3 บาท ขณะที่ค่าแรงคนตัดอยู่ที่ลูกละ 1–1.50 บาท รวมค่าขนส่งแล้วแตะ 2 บาทต่อลูก กำไรแทบไม่เหลือ
เมื่อปีก่อน ราคามะพร้าวยังอยู่ที่ลูกละ 10–15 บาท บางช่วงพุ่งถึงลูกละ 20–30 บาท ความหวังในตอนนั้นผลักให้หลายสวนขยายพื้นที่ปลูก แต่เมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน และตลาดส่งออกชะลอตัว ราคากลับดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
สวนขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยเริ่มโค่นต้นมะพร้าว เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เพราะต้นทุนปุ๋ย ยา และค่าแรงยังเท่าเดิม แต่รายได้ไม่พอประคองชีวิต
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาราคาตก แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบบ
สองข้างทางเข้าสวนในตำบลท่านัด ป้ายภาษาจีนตั้งเด่นควบคู่ภาษาไทย ประกาศแหล่งผลิตมะพร้าวคุณภาพและผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากชนิด ภาพเหล่านี้สะท้อนการเข้ามาของทุนจีนอย่างชัดเจน
ในช่วงแรก การเข้ามาของทุนจีนหมายถึง “ราคาดี” และ “ตลาดแน่นอน” แต่เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างเริ่มเปลี่ยน
จากผู้รับซื้อ กลายเป็นผู้ร่วมทุน
จากผู้ร่วมทุน กลายเป็นผู้ถือครองล้ง
จากล้ง ขยายไปสู่การเช่าและเซ้งสวนหลักสิบถึงหลักร้อยไร่
ค่าเช่าอยู่ที่ 5,000–15,000 บาทต่อไร่ต่อปี บางแห่งมีผู้เชี่ยวชาญเกษตรจากจีนเข้ามาดูแลสวนเอง
เกมจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้อขายผลผลิต แต่ขยับลึกถึง “แหล่งผลิต”
แต่ในอีกด้านหนึ่งความต้องการจากจีนที่เคยดูดซับผลผลิตจำนวนมากเริ่มชะลอลง ขณะเดียวกันคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามกลับก้าวเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและการรุกตลาดเชิงรุกมากขึ้น
เมื่อประตูปลายทางเปิดแคบลง แต่ผลผลิตจากสวนไทยยังคงไหลบ่า แรงกดดันจึงไหลย้อนกลับมาสู่ต้นน้ำทันที ราคาหน้าสวนอ่อนแรงลงเหมือนน้ำที่ถูกกั้นเขื่อน ปริมาณมากแต่ทางระบายจำกัด
โครงสร้างที่พึ่งพาตลาดเดียวมาอย่างยาวนาน เริ่มเผยให้เห็นความเปราะบาง และในช่องว่างของความผันผวนนี้เอง บทบาทของทุนรายใหญ่ที่มีทั้งเครือข่ายส่งออกและสายสัมพันธ์ตลาดต่างประเทศ จึงยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม
เจ้าของล้งชาวไทยรายหนึ่งในราชบุรีอธิบายว่า ล้งทำหน้าที่รับซื้อ คัดแยก ปอกแต่ง บรรจุ และส่งออก หากปลายทางชะลอรับซื้อ ของจะค้างทันที
มะพร้าวอ่อนเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย ความเสียหายเกิดขึ้นรวดเร็ว ต้นทุนล้งมีทั้งค่าแรง ค่าห้องเย็น ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง หากไม่มีสวนของตัวเอง ต้องซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง ยิ่งเสียเปรียบในการแข่งขันกับทุนจีนรายใหญ่ที่มีทั้งแหล่งผลิตและช่องทางส่งออกในมือ
“ถ้าชาวสวนอยู่ไม่ได้ ล้งก็อยู่ไม่ได้ แต่นาทีนี้มันไม่ใช่การแข่งขันที่เท่ากันแล้ว”
คำพูดนั้นสะท้อนความรู้สึกของผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก
ปัจจุบันในจังหวัดราชบุรีมีล้งราว 200 แห่ง แต่ขึ้นทะเบียนถูกต้องเพียง 30–40 แห่ง อีกกว่าร้อยแห่งอยู่นอกระบบ
ในโครงสร้างใหม่ ทุนจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อปลายทาง แต่มีบทบาทตั้งแต่สวน ล้ง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงเครือข่ายส่งออก
คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ราคาจะกลับมาหรือไม่”
แต่คือ “ใครกำลังถืออำนาจต่อรองในห่วงโซ่นี้”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
