"สินค้ามือสอง" โตรับยุคของแพง-ลักชัวรีพุ่ง 5 เท่า

ตลาดแฟชันมือสองในสหรัฐฯ กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น
ฟอร์จูน รายงานว่า ตลาดสินค้ามือสองกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยธุรกรรมการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าแฟชันมือสอง ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก กลุ่มเสื้อผ้าราคาประหยัด โดย ระหว่างไตรมาส 4 ปี 2025 จนถึงไตรมาส 1 ของปีนี้ (2026) การใช้จ่ายในหมวดดังกล่าว เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4 ขณะที่การใช้จ่ายในตลาดแฟชันลักชัวรีมือสองกลับพุ่งแรงยิ่งกว่า โดยเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน
Taylor Bowley นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America Institute มองว่า เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped ที่ชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มผู้มีรายได้สูง ซึ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตของค่าจ้างและตลาดหุ้นที่อยู่ในระดับสูง มีกำลังการใช้จ่ายมากขึ้น จนทำให้ตลาดเสื้อผ้าโดยรวม (ตลาดเสื้อผ้ามือหนึ่ง) กลับมาเติบโตขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี
ในทางกลับกัน ผู้บริโภครายได้ต่ำยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพ และจำเป็นต้องควบคุมการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตลาดแฟชันเริ่มแบ่งเซกเมนต์กันชัดเจนมากขึ้น ระหว่างกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อสินค้าใหม่ กับกลุ่มที่หันไปพึ่งตลาดรีเซลเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ตามรายงานของ Bank of America Institute ยังระบุว่า คนรุ่น Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดแฟชันมือสอง ไม่ได้เป็นเพียง ผู้ซื้อเท่านั้น แต่ยังใช้แพลตฟอร์มมือสอง เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมมากขึ้น จากข้อมูล เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าของธนาคาร ที่นำเสื้อผ้ามาขายต่อมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทำให้ปีนี้ เจน ซี มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 41 ของผู้ขายเสื้อผ้ามือสองทั้งหมด
ปัจจัยหลักที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันเข้าหาตลาดมือสองมากขึ้น มาจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพ หลังเงินเฟ้อสูงต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ต้องบริหารเงินในกระเป๋าให้รัดกุมมากขึ้น ตลาดมือสองจึงกลายเป็นอีกทางเลือกเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ในขณะที่ ยอดใช้จ่ายเสื้อผ้ามือสองมีแนวโน้มเติบโตขึ้น แต่ยอดขายในห้างสรรพสินกลับซบเซา โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าที่พึ่งพาผู้บริโภคระดับรายได้ปานกลาง โดย Kohl’s รายงานว่า ยอดขายในปีงบประมาณ 2025 ลดลงร้อยละ 4 และคาดว่าจะลดลงต่ออีกร้อยละ 2 ในปีถัดไป ขณะที่ยอดขายรวมของ Dillard’s ตามรายงานผลประกอบการล่าสุด พบว่าแทบจะไม่เติบโตเลย จากปีที่แล้ว
ด้าน ThredUP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มขายเสื้อผ้ามือสอง รายใหญ่ รายงานผลประกอบการปีที่แล้ว พบว่า รายได้ของบริษัทฯ เติบโตถึงร้อยละ 20 แตะที่ระดับ 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังระบุว่า ปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดเสื้อผ้ามือสอง เติบโตเร็วกว่าตลาดเสื้อผ้าโดยรวมถึง 4 เท่า
James Reinhart ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ ThredUP กล่าวว่า ตลาดรีเซลไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจที่กำลังเติบโตอีกต่อไป แต่กำลังเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดจากค้าปลีกแฟชันแบบดั้งเดิมโดยตรง
รายงาน Resale Report ปี 2025 ของ ThredUP ยังระบุว่า ร้อยละ 58 ของผู้บริโภค ซื้อเสื้อผ้ามือสองในปีที่ผ่านมา พร้อมคาดการณ์ว่า ตลาดเสื้อผ้ามือสองของสหรัฐฯ จะมีมูลค่าสูงถึง 74,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2029 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปี
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคเริ่มยอมรับสินค้าใช้แล้วในวงกว้างมากขึ้น และกำลังผลักดันให้ตลาดมือสองเปลี่ยนจาก สินค้าทางเลือกเฉพาะกลุ่ม ไปสู่กระแสหลักของการบริโภคมากขึ้น
ด้านตลาดลักชัวรีมือสอง อย่างบริษัท The RealReal ก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน ผ่านการจำหน่ายกระเป๋า เครื่องประดับและเสื้อผ้ามือสองจากแบรนด์เช่น Chanel Gucci Louis Vuitton และ Prada โดยปี 2025 บริษัทฯ รายงานรายได้ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 15 แตะระดับ 693 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
Adele Meyer จากสมาคมร้านรีเซลและร้านสินค้ามือสอง มองว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจคือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดรีเซล เพราะเมื่อผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มมองหาวิธีประหยัดเงิน และเมื่อพบว่าสามารถซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่าได้ ก็มักจะกลับมาซื้อซ้ำต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังมองว่า การซื้อสินค้าใช้แล้วอาจเป็นทางเลือกในการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าที่อาจถูกบังคับใช้ในอนาคต
โดย Mikki Taylor อาจารย์ด้านการออกแบบแฟชันจาก Howard University ระบุว่า สินค้ามือสองส่วนใหญ่อยู่ภายในประเทศอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้าเหมือนสินค้าใหม่จากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน เธอมองว่า การเข้าถึงแฟชันยั่งยืนในปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้นมาก จากการเติบโตของแพลตฟอร์มรีเซลออนไลน์ รวมถึงบริการเช่าเสื้อผ้า
โดยกระแสแฟชันมือสองในปัจจุบัน ยังสะท้อนถึงการตื่นตัวด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่เริ่มหันออกจากวัฒนธรรม Fast Fashion และมองการซื้อขายเสื้อผ้ามือสองเป็นอีกทางเลือกในการลดขยะสิ่งทอ รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างร้านเสื้อผ้า วินเทจ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีรายงานว่า ความสนใจของลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเจ้าของร้านวินเทจ มองว่าคน Gen Z คือแรงสำคัญในการผลักดันความสนใจต่อแฟชันรักษ์โลก และเสื้อผ้าสไตล์เฉพาะตัว รวมถึงช่วยลบภาพจำด้านลบเกี่ยวกับการซื้อเสื้อผ้ามือสองอีกด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
