JMTปรับโมเดลรุกประกันมือถือ หนุนมาร์จิ้นพุ่ง-ครึ่งหลังสวย

#JMT #ทันหุ้น - JMT ปรับโมเดลกลุ่มประกันภัย อัพฐานต่อยอด-หนุนมาร์จิ้นพุ่ง แถมเดินหน้าทุ่มงบ 2 พันล้านบาท ช็อปหนี้เสียเสริมพอร์ต จากเดิม 5.7 แสนล้านบาท สร้างผลตอบแทนได้ไม่ตำกว่า 10 ปี พร้อมส่งซิกครึ่งหลังปี 2569 ฟอร์มสวย รับยอดเก็บเงินสดขยายตัว
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจประกันภัยเพิ่มเติม โดยในปี 2569 นั้นจะหันมามุ่งให้ความสำคัญกับการขยายฐานกลุ่มประกันภัยมือถือให้มากขึ้น จากเดิมที่รายได้มาจากหลักมาจากกลุ่มประกันภัยที่เกี่ยวข้องรถยนต์ หลังแนวโน้มตลาดสมาร์ทโฟนขยายตัวค่อนข้างมาก ผลมาจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีในส่วนของสมาร์ทโฟนทำให้ความต้องการ (ดีมานด์) อย่างต่อเนื่อง
*ปรับโมเดลประกันดันมาร์จิ้นพุ่ง
ดังนั้น บริษัทจึงมองเห็นโอกาสขยายฐานในส่วนนี้ผ่านทางการร่วมมือกับทางบริษัทในเครือ “เจมาร์ท“ และอื่นๆ รวมทั้งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ให้ปรับตัวดีขึ้น ส่วนปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายกลุ่มธุรกิจประกันภัยจะมีรายได้อยู่ที่ราว 300 ล้านบาท
ทั้งนี้ เดิมรายได้กลุ่มธุรกิจประกันภัยนั้นมีรายได้หลักมาจากเบี้ยที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และอื่นๆ คิดเป็นตัวเลขมากกว่า 50% (ปี 2568 รายได้ของกลุ่มธุรกิจประกันภัย อยู่ที่ 309.5 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยในปีเดียวกันอยู่ที่ 341.3 ล้านบาท)
อย่างไรก็ดี ในระยะยาวทาง JMT วางเป้าหมายที่จะสร้างผลกำไรสุทธิ (Net Profit) ในปี 2571 ไว้ที่ประมาณ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 อยู่ที่ 1,029.56 ล้านบาท ผลจากการยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้สนับสนุนกระบวนการดำเนินงาน รวมถึงการขยายโอกาสทางธุรกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของบริษัท
*เทคโนโลยีเสริมแกร่ง
พร้อมกันนี้ยังจะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ตั้งแต่การวิเคราะห์และประเมินพอร์ตหนี้ การคัดกรองและจัดกลุ่มลูกหนี้ การออกแบบกลยุทธ์ติดตามทวงถามที่เหมาะสมในแต่ละกรณี ไปจนถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย (NPA) เช่น การพัฒนา Application ที่เข้าถึงลูกหนี้ได้ และเป็นช่องทางในการติดต่อกับลูกค้าในอนาคตเพิ่มเติม
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลล่าสุดทางบริษัทมีพอร์ตหนี้เสีย (NPL) ภายใต้การบริหารรวมราว 5.7 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ราว 90% นั้นมาจากหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งประเมินว่าคงสามารถจัดเก็บและสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปีนับจากนี้
ส่วนปีนี้ทาง JMT ตั้งงบลงทุนประมาณ 2 พันล้านบาท รองรับจะการจัดซื้อหนี้ NPL ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เป็นหลัก โดยเน้นขยายพอร์ตหนี้ไม่มีหลักประกันซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญ หวังขยายฐานธุรกิจการบริหารหนี้เสียให้กว้างขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
*เก็บเงินสดครึ่งหลังสดใส
ขณะที่ทิศทางธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 บริษัทประเมินแนวโน้มการจัดเก็บเงินสด (Cash Collection) น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรกปีเดียวกัน เพราะธุรกิจมีการเข้าซื้อหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกันใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมการจัดเก็บหนี้เติบโตมากขึ้น
ส่วนปี 2569 บริษัทยังคงเป้าหมายของกำไรจะสามารถเติบโตได้ประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 เพราะคาดมาจาก ยอดจัดเก็บเงินสดทั้งปี (Cash Collection) จะเติบโตมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการตั้งสำรองที่ลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ผลจากการบริหารจัดการของธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีแนวทางเข้าประมูล NPL ในช่วงที่เหลือปีนี้เพิ่มเติม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
