รีเซต

SABINA ดันยอดขายฟื้นย้ำมาร์จิ้น52%-ปันผลสูง

SABINA ดันยอดขายฟื้นย้ำมาร์จิ้น52%-ปันผลสูง
ทันหุ้น
27 กุมภาพันธ์ 2569 ( 09:21 )

#SABINA #ทันหุ้น - SABINA ปักเป้าปี 2569 ดันยอดขายพลิกบวก พร้อมรักษามาร์จิ้น 52% ยิ้มรับมาตรการเก็บภาษีนำเข้า ชี้ออเดอร์กลุ่ม OEM ทะยาน 50% ขึ้นแท่นหุ้นปันผลสูงเกือบ 100%สภาพคล่องดี D/E Ratioต่ำเพียง 0.30 เท่า

นายบุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทคาดหวังจะพลิกยอดขายกลับมาเป็นบวก หรืออย่างน้อยที่สุดคือมีอัตราการติดลบที่น้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเคยมีอัตราติดลบประมาณ 6% โดยเริ่มพบสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2568 แล้ว รวมถึงบริษัทยังมีเป้าหมายการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin ในปี 2569 ไว้ให้ได้ที่ระดับ 52%

@กลุ่ม OEM โต 50%

ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจรับจ้างผลิต(OEM) โดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค ซึ่งคู่แข่งเลียนแบบได้ยาก พร้อมทั้งนำเกณฑ์มาตรฐาน ESG มาเป็นจุดแข็งในการดึงดูดคู่ค้าจากภูมิภาคยุโรป ซึ่งส่งผลให้ปริมาณคำสั่งซื้อในกลุ่ม OEM เติบโตขึ้นถึง 50% ในปีที่ผ่านมา

และเชื่อว่าการที่ SABINA ได้ SET ESG Ratings ที่ระดับสูงสุด AAA แล้ว 3 ปีติดต่อกัน ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากคู่ค้าในยุโรปและอังกฤษ ส่งผลให้คู่ค้าเลือกบริษัทเป็นพันธมิตรหลัก (Strategic Partner) ท่ามกลางการคัดโรงงานซัพพลายเออร์รายอื่นออก

ขณะที่สถานการณ์จากปัจจัยภายนอกหลายประกาศยังเป็นบวกสนับสนุนเช่น จากมาตรการภาครัฐที่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป บริษัทประเมินว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยลดความเสียเปรียบด้านราคากับคู่แข่งกลุ่มสินค้านำเข้าที่ไม่มีแบรนด์ ส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดมีความใกล้เคียงกันมากขึ้นและจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐานแบรนด์ในระดับราคาที่เข้าถึงได้

** จัดการค่าเงินบาท

ในด้านการจัดการค่าเงิน แม้ว่าสภาวะบาทแข็งค่าจะช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการนำเข้า (Outsourcing) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ในส่วนธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งบริษัทได้ดำเนินยุทธศาสตร์ป้องกันความเสี่ยงในเชิงรุก โดยหันมาใช้สกุลเงินหยวนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อสร้างความเสถียรด้านต้นทุน ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบภายในประเทศให้สูงถึง 65% เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินต่างประเทศในการผลิต

นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการยกระดับอัตรากำไรจากการบริหารจัดการซัพพลายเชน โดยมีอัตรากำไรจากส่วนงาน Outsource เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 55.6% รวมไปถึงยกระดับประสิทธิภาพการผลิตผ่านระบบ Lean Manufacturing และกิจกรรม Kaizen พัฒนาพนักงานให้มีทักษะหลากหลาย ลดมูลค่าสินค้าคงคลัง และการบริหารหนี้สิน ซึ่งปัจจุบันตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ D/E Ratio เหลือเพียง 0.30 เท่าเท่านั้น

** จ่ายปันผลสูง

ด้านนโยบายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น บริษัทยังคงยืนหยัดในนโยบายการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยล่าสุดมีมติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 รวมที่ 1.18 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นการจ่ายเงินปันผลในอัตราเกือบ 100% ของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 1 ทศวรรษ

สาเหตุที่บริษัทสามารถคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงได้ เนื่องมาจากโครงสร้างธุรกิจปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการขยายโรงงานหรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องส่วนเกินที่สามารถบริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง