คนไทยป่วย"ไข้หวัดใหญ่"ต่อเนื่องจากปีก่อนทะลุ 1.1 ล้านราย สูงสุดในรอบ 5 ปี แพทย์ มช. แนะรู้ทัน ก่อนติดเชื้อ

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวซึ่งพบการแพร่ระบาดได้รวดเร็ว กรมควบคุมโรคเปิดเผยข้อมูลล่าสุด ระบุว่าในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมมากกว่า 1.1 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 125 ราย นับเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 5 ปี จึงเน้นย้ำให้ประชาชนเฝ้าระวังและป้องกันตนเองอย่างใกล้ชิด
อ.พญ.สิปาง ปังประเสริฐกุล อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “ไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างชัดเจน โดยไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) พบได้ทั้งสายพันธุ์ A และ B อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน มีไข้สูงลอย 39-40 องศาเซลเซียส หรือบางรายอาจสูงถึง 41 องศาเซลเซียส มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น เจ็บคอ ไอ น้ำมูก คัดจมูก ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารได้ เช่น อาเจียนหรือท้องเสีย ขณะที่ไข้หวัดธรรมดา อาการจะค่อยเป็นค่อยไป ไข้ต่ำ มีน้ำมูกและไอเล็กน้อย และมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน
ข้อมูลเฝ้าระวังพบว่า เด็กอายุ 5-9 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราการติดเชื้อสูงที่สุด เนื่องจากต้องอยู่รวมกันในห้องเรียน ทำกิจกรรมร่วมกัน และใช้ของเล่นหรือสิ่งของร่วมกัน การแพร่เชื้อเกิดผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสน้ำมูกหรือน้ำลาย
ดังนั้น กลุ่มเด็กมีความจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและแนะนำเรื่องสุขอนามัย เช่น การล้างมือและการสวมหน้ากาก แม้คนทั่วไปอาจหายได้เอง แต่กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ปอด ไต และตับ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภาวะอ้วน มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น
แนวทางการรักษาปัจจุบันคือ การให้ยาต้านไวรัส เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) รับประทานต่อเนื่อง 5 วัน หรือยารุ่นใหม่ บาโลซาเวียร์ (Baloxavir) ซึ่งรับประทานเพียงครั้งเดียว โดยควรได้รับยาภายใน 48 ชั่วโมงแรก หลังเริ่มมีอาการ เพื่อลดความรุนแรงของโรค ร่วมกับการรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ การเช็ดตัว ยาแก้ไอ ดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น”
ทั้งนี้ อ.พญ.สิปาง ย้ำว่า ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงมักไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ จึงควรพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อมีความจำเป็นหรือข้อบ่งชี้เพิ่มเติม สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต โดยแนะนำให้ฉีดทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เสมอ ควบคู่กับการรักษาสุขอนามัย
ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่มากขึ้น คือ วัคซีนชนิดพ่นจมูก สำหรับผู้ที่มีอายุ 2-49 ปี โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อมีชีวิต ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อไม่มีชีวิต สำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อนั้น สามารถให้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง ซึ่งวัคซีนทั้งสองชนิดให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรครุนแรงใกล้เคียงกัน โดยเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ที่ได้รับวัคซีนเป็นปีแรก จำเป็นต้องได้รับวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน จากนั้นจะให้ปีละครั้งได้แบบในผู้ใหญ่
หากเริ่มสังเกตว่ามีอาการเข้าได้กับไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำมูก อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นต้น เบื้องต้นแนะนำให้รักษาตามอาการ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับการรักษาเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งพิจารณาแยกตัวจากผู้อื่นเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
