สรุปประเด็น "แอร์โฮสเตสไทยถูกจับ" ล่าสุดตรวจเส้นทางการเงินยังไม่พบสิ่งผิดปกติ

ความคืบหน้าประเด็น แอร์โฮสเตสชาวไทย ถูกทางการออสเตรเลียควบคุมตัวที่เมืองเมลเบิร์น ในข้อหาลักลอบนำเข้าเฮโรอีน กลายเป็นคดีที่ถูกจับตาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่เพียงเพราะผู้ต้องหาเป็นลูกเรือของสายการบิน แต่ยังสะท้อนให้เห็นรูปแบบการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติที่อาศัยความน่าเชื่อถือของผู้ปฏิบัติงานในสนามบิน และช่องโหว่ของกระบวนการรับฝากสัมภาระระหว่างประเทศ
หลังเกิดเหตุ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เร่งประสานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายผลสู่ผู้บงการตัวจริง ขณะที่ฝ่ายไทยเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงิน ความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้อง และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง
ค้นคอนโดย่านบางนา พบเบาะแสชายสวมฮูดส่งของกลางดึก
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เข้าตรวจค้นห้องพักของนางสาวม. (นามสมมุติ) ย่านบางนา โดยพบแฟนหนุ่มอยู่ภายในห้องและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี
การตรวจค้นไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม แต่พบกล่องพัสดุที่ใช้สำหรับจัดส่งสิ่งของ ขณะที่การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของคอนโด พบข้อมูลสำคัญว่า ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน มีชายสวมเสื้อฮู้ดนำสิ่งของมาส่งบริเวณหน้าคอนโดในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบตัวบุคคลและเส้นทางการเคลื่อนไหวอย่างละเอียด
จากการสอบถามบุคคลใกล้ชิด พบว่านางสาวม.ได้รับหิ้วของเพื่อหารายได้เสริม ขณะที่การตรวจสอบเส้นทางการเงินยังไม่พบความผิดปกติ เงินในบัญชีมีจำนวนไม่มาก
เร่งสอบแม่ที่พะเยา ขยายผลทางคดี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. จังหวัดพะเยา ลงพื้นที่สอบถามมารดา ขณะเดียวกัน ทางการออสเตรเลียแจ้งข้อมูลว่า ในเที่ยวบินดังกล่าวมีกระเป๋าสัมภาระทั้งหมด 12 ใบ แต่พบสิ่งผิดปกติเพียง 2 ใบ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดที่มักอาศัยการซุกซ่อนยาไว้กับสิ่งของทั่วไป เช่น ผ้าห่ม เสื้อผ้า หรือของใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ผู้ต้องหาได้รับค่าตอบแทนจากการรับหิ้วของในลักษณะใด โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าจะได้รับเงินก็ต่อเมื่อสัมภาระเดินทางถึงประเทศปลายทางแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนเงินที่ได้รับ
ยังต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหา
แม้จะมีการตรวจค้นและพบข้อมูลหลายด้าน แต่รัฐมนตรีย้ำว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนางสาวม. เพราะขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของทางการออสเตรเลีย และ ยังไม่มีข้อสรุปว่าผู้ต้องหารู้เห็นกับการลักลอบขนยาเสพติดมากน้อยเพียงใด
ปัจจุบัน ทางการออสเตรเลียอนุญาตให้ผู้ต้องหาติดต่อสื่อสารกับมารดาได้เพียงคนเดียว ขณะที่ทางออสเตรเลียไม่ได้ให้รายละเอียดข้อมูลกับทางไทยมากนัก ดังนั้นประเทศไทยก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป เพื่อประกอบกับทางออสเตรเลีย
ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ปรายเครือข่ายยาข้ามชาติ
นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยว่า ไทยและตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) มีความร่วมมือภายใต้ "Taskforce Storm" มาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ขยายผลจับกุม และยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายาเสพติดที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศ
ล่าสุด AFP ได้ส่งข้อมูลสำคัญให้ฝ่ายไทยแล้ว ทำให้ ป.ป.ส. สามารถเร่งสืบสวนเพื่อขยายผลไปยังเจ้าของยาเสพติด ผู้ว่าจ้าง และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบส่งเฮโรอีนมายังออสเตรเลีย
ทบทวนมาตรการสนามบิน ปิดช่องโหว่การลักลอบขนสิ่งผิดกฏหมาย
คดีนี้ยังนำไปสู่การทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน โดย ป.ป.ส. ระบุว่า ปัจจุบันการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มีการตรวจสัมภาระทั้งแบบถือขึ้นเครื่องและโหลดใต้ท้องเครื่องด้วยเครื่องเอกซเรย์ รวมถึงลูกเรือทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างหารือเพื่อยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ปิดช่องโหว่ในระบบ และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรอง เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนการค้ายาเสพติดใช้สนามบินไทยเป็นเส้นทางลำเลียงยาไปยังต่างประเทศ
นอกจากนี้ ป.ป.ส. ยังเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ ผ่านคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดประจำท่าอากาศยาน (AITF) ท่าเรือ (SITF) รวมถึงเครือข่ายความร่วมมือระดับอาเซียน เพื่อรับมือกับปัญหาการค้ายาเสพติดข้ามชาติอย่างเป็นระบบ
บทเรียนจากคดี "รับหิ้วของ" ที่อาจแลกด้วยอิสรภาพ
อีกประเด็นสำคัญที่ ป.ป.ส. เน้นย้ำคือ การรับหิ้วสิ่งของหรือรับฝากกระเป๋าสัมภาระจากบุคคลอื่น โดยเฉพาะการขนส่งระหว่างประเทศ เพราะเป็นวิธีที่ขบวนการค้ายาเสพติดนิยมใช้หลอกลวงผู้ที่ไม่รู้เท่าทัน
หากถูกตรวจพบ ผู้รับหิ้วอาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ลักลอบนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติด แม้อ้างว่าไม่ทราบว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดก็ตาม โดยความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภท 1 เช่น เฮโรอีน ไอซ์ ยาบ้า และยาอี มีโทษรุนแรงถึงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายของประเทศปลายทาง
คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้ต้องหารายหนึ่งเท่านั้น และ เป็นสัญญาณเตือนให้ทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน เพิ่มความระมัดระวังต่อการรับฝากหรือขนส่งสิ่งของแทนผู้อื่น เพราะเพียงความไว้ใจเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่ความผิดที่มีโทษร้ายแรงที่สุดในชีวิต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
