รีเซต

SEAFCO โอกาสงานดาต้า ลุ้นรัฐประมูลหนุนฐานราก

SEAFCO โอกาสงานดาต้า  ลุ้นรัฐประมูลหนุนฐานราก
ทันหุ้น
10 มิถุนายน 2569 ( 02:45 )
10

ดร.ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์ทำงานฐานราก – เสาเข็มมากกว่า 50 ปี สามารถรับงาน ได้ทั้งโครงการภาครัฐบาล และงานภาคเอกชน  สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) หลายโครงการ มูลค่ารวมกว่า  9.5 แสนล้านบาท  โดยมีผู้ประกอบการทั้งในประเทศ – ต่างประเทศติดต่อให้ไปประเมินราคางานอย่างต่อเนื่อง

“SEAFCO มีประสบการณ์ในการทำโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้วประมาณ 2-3 โครงการ ซึ่งในปัจจุบันมีงานดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งจากผู้ลงทุนชาวไทย และต่างชาติ  แต่ SEAFCO จะพิจารณารับงานตาม ความเหมาะสมของกำลังแรงงาน ที่มีอยู่ เพื่อรักษาชื่อเสียงและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเจ้าของโครงการ”

โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 1.4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาจ้างเฉพาะค่าแรง โดยมีงานหลักคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มราว  7-8 สถานีรองรับรายได้ถึงสิ้นปี 2569 นี้ จึงยังคงเป้าหมายรายได้รวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.8 พันล้านบาท และยังคงทยอยประมูลงานเข้ามาเติม Backlog อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสามารถรองรับรายได้ถึงราวกลางปี 2570

ดร.ณรงค์ คาดหวังว่า รัฐบาลจะทยอยเปิดประมูลโครงการเมกะโปรเจก ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  สะท้อนจากการที่ผู้รับเหมาหลักประสานให้ประเมินมูลค่างานต่างๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้เสนอราคาที่สะท้อนต้นทุนปัจจุบันทั้ง ราคาน้ำมัน  ราคาวัสดุก่อสร้าง ให้กับ ผู้รับเหมาหลักเพื่อรักษาศักยภาพการทำกำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน บริษัทได้เจรจาขอปรับราคากับผู้รับเหมาหลัก  ควบคู่กับการปรับเพิ่มงบประมาณต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบขึ้นประมาณ 5% ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร 1-2%

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 SEAFCO มี Backlog อยู่ที่ 1.41 พันล้านบาท มีงานใหม่และหนังสือแจ้งเริ่มงาน สุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ  77.2 ล้านบาท Backlog ปัจจุบันประกอบด้วย โครงการภาครัฐ 74% และโครงการภาคเอกชน 26% โดยแบ่งตามประเภทงานสัญญาแบบค่าแรงอย่างเดียวคิดเป็น 86% และสัญญาแบบรวมค่าแรงและวัสดุคิดเป็น 14%

จึงคาดว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ได้สูงกว่าที่เคยทำประมาณการไว้ สะท้อนจาก GPM ในงวดไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 34% เทียบกับประมาณการทั้งปีที่ทำไว้ราว  20% จึงพิจารณาปรับเพิ่มประมาณการ GPM ทั้งปี  2569 เป็น 24% ผลกระทบจากราคาวัสดุที่สูงขึ้นยังดูอยู่ในระดับจำกัดในช่วงนี้ เนื่องจาก Backlog ส่วนใหญ่ปัจจุบันเป็นสัญญาแบบค่าแรงอย่างเดียว จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 3.46 บาท และคาดจะมีการเปิดประมูลโครงการภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง 2569

ข่าวที่เกี่ยวข้อง