รีเซต

จีนขาลง? "BYD" มาร์เก็ตแคปวูบ 2 ล้านล้านบาท

จีนขาลง? "BYD" มาร์เก็ตแคปวูบ 2 ล้านล้านบาท
TNN ช่อง16
9 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:41 )

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น BYD (บีวายดี) นำตลาด ลดลงแรง หลังรายงานยอดขายออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาหุ้น บีวายดี ที่ลดลงต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ต แคป) หายไปแล้วกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว และยังลุกลามไปยังหุ้นของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่น ๆ อีกด้วย

สถานการณ์ดังกล่าว เผยให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุน ต่อแนวโน้มการทำกำไรของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีน ท่ามกลางความต้องการในประเทศที่เริ่มชะลอตัว และต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง

แม้ว่านักลงทุนจะเตรียมรับมือไว้แล้ว กับแนวโน้มที่อ่อนแรง หลังรัฐบาลลดเงินอุดหนุนลง แต่อุปสงค์กลับลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ต้นทุนแบตเตอรี และชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง ยังมีแนวโน้มบีบอัตรากำไรของผู้ผลิตรถยนต์ให้แคบลงไปอีก

โดยยอดขายรถยนต์เดือนมกราคม ปี 2026 เป็นการตอกย้ำให้เห็นสถานการณ์ชะลอตัวของตลาดรถยนต์ในจีนที่เด่นชัดขึ้น เพราะแม้แต่ผู้นำตลาดอย่าง บีวายดี เองก็ไม่รอดพ้นกับสถานการณ์นี้

ซึ่ง บีวายดี รายงานยอดส่งมอบรถยนต์ในประเทศ ลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 109,569 คัน จากยอดส่งมอบรถยนต์ รวมจำนวน 210,051 คัน ลดลงร้อยละ 30 จากช่วงเดืยวกันของปีก่อนที่มียอดส่งมอบจำนวน 300,538 คัน โดยเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจำนวน 205,518 คัน และยอดส่งออกจำนวน 100,482 คัน

แม้แต่ดาวเด่นของปีที่แล้วอย่าง XPeng ก็รายงานยอดส่งมอบรวมลดลงไปมากกว่าร้อยละ 30 เช่นกัน โดยมียอดส่งมอบจำนวน 20,011 คันในเดือนมกราคม ลดลงจากค่าเฉลี่ยต่อเดือนของปีที่แล้ว ซึ่งมากกว่า 35,000 คันต่อเดือน ส่วน Li Auto ก็มียอดส่งมอบลดลง เหลือ 27,668 คัน 

ด้าน Xiao Feng หัวหน้าฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมจีน จาก CLSA ในฮ่องกง กล่าวว่า ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มมีมากขึ้น และมีการตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวของผู้ผลิตรถ อีวี ในจีน และคาดว่าอาจจะมีการปรับลดประมาณการกำไรในวงกว้าง

แม้ว่า การส่งออกของรถ อีวี จีน ยังถือเป็นจุดสว่าง (ยังเติบโต) แต่ผูู้ผลิตรถยนต์จีน ยังคงพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ซึ่งตลาดในประเทศ เป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือด โดยนักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่นส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายไตรมาสแรกของปีนี้ จะลดลงไปร้อยละ 30-40 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว

ยังมีประเด็นที่น่ากังวลอื่นอีก คือ ผลกระทบต่อกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง ในขณะที่ผู้ผลิตรถ อีวี ต้องเผาเงินไปกับการทำโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยราคา ลิเทียม สำหรับแบตเตอรีรถ อีวี ปรับขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ส่วนทองแดงและอะลูมิเนียมก็ปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน รวมถึงปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำ ที่เข้ามาซ้ำเติม ทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนรถยนต์อัจฉริยะแพงขึ้น

ซึ่งการประเมินของตลาดชี้ว่า ต้นทุนต่อคันอาจเพิ่มขึ้นราว 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่านั้นสำหรับรถพรีเมียมบางรุ่น

Joanne Cheng ผู้จัดการกองทุนหุ้นจีนจาก Aberdeen Investments กล่าวว่า เงินเฟ้อถือเป็นความเสี่ยงหลักของผู้ผลิตรถอีวี แต่คำถามคือ พวกเขาจะสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด ในขณะที่การแข่งขันยังคงดุเดือด 

โดยคู่แข่งอย่าง Geely Automobile Holdings และ Zhejiang Leapmotor Technology กำลังเร่งขยายส่วนแบ่งตลาด กันอย่างเข้มข้น

ส่วน ข้อมูลจาก Bernstein ประเมินว่า แบรนด์ตลาดแมสที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า เช่น XPeng, Li Auto และ Nio มีความเปราะบางต่อปัจจัยเงินเฟ้อ มากกว่า ขณะที่ บีวายดี อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบจากการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเองภายในบริษัท

แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ปั่นป่วน ยังมีพัฒนาการเชิงบวกบางประการต่ออุตสาหกรรมรถ อีวี เนื่องจากสัญญาณความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีขึ้นกับ แคนาดา และสหภาพยุโรป เอื้ออำนวยต่อการเติบโตด้านการส่งออกรถยนต์ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์กำลังรุกเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI, หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และโรโบแท็กซี่ ซึ่งอาจช่วยหนุนราคาหุ้นในระยะยาว 

ด้านสื่อรถยนต์อย่าง carnewschina มีมุมมองที่ต่างออกไป โดยรายงานว่า ยอดขายรถยนต์ในจีนเดือนมกราคม ยังไม่ใช่สัญญาณผิดปกติของ บีวายดี และยังไม่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม เพราะเป็นเพียงผลพวงจากปัจจัยตามฤดูกาล ที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีน ทำให้เดือนมกราคม มักจะเป็นเดือนที่มีความผันผวน

ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์คาดว่า การผลิตและยอดขายจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังผ่านพ้นช่วงตรุษจีนไปแล้ว เมื่อการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ และกิจกรรมของดีลเลอร์กลับมาดำเนินการตามปกติ 

แต่กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์ตั้งแต่ต้นปี ทั้งในด้านราคาและการวางตำแหน่งสินค้า เพื่อรับมือกับสภาพตลาดที่อุปสงค์ไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่มลูกค้า จะส่งผลให้ยอดส่งมอบรถยนต์แต่ละแบรนด์ แต่ละรุ่นแตกต่างกันไป 

ขณะเดียวกัน การส่งออกจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นสำหรับรถยนต์จีน โดยข้อมูลจากศุลกากรจีนและสถิติอุตสาหกรรม รายงานว่า การส่งออกรถยนต์มีบทบาทมากขึ้นต่อยอดผลิตรวมของผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น บีวายดี มียอดส่งออกมากกว่า 100,000 คันในเดือนที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้าม ยอดส่งมอบในประเทศกลับลดลง แสดงให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนของตลาดต่างประเทศแข็งแกร่งกว่าตลาดในประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง