แห่ซื้อ "เพชร-ทอง" ญี่ปุ่นทุบสถิติสูงสุดประวัติการณ์

รายงานจาก บลูมเบิร์ก ระบุว่า นักช้อปชาวญี่ปุ่นกำลังผลักดันยอดขายเครื่องประดับลักชัวรีให้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังหันมาซื้อสินทรัพย์ที่มองว่าสามารถรักษามูลค่าได้ดี ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ และค่าเงินเยนที่อ่อนค่า
ข้อมูลจากสมาคมห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น พบว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดขายอัญมนณี โลหะมีค่า และงานศิลปะของห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นรวมกัน เติบโตร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะที่ระดับ 330,000 ล้านเยน หรือราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นยอดขายสูงสุดสำหรับช่วงครึ่งปีแรก นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บสถิติในปี 2008
ความต้องการซื้อดังกล่าวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เงินเยนอ่อนค่ามาอยู่เกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด ณ เดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 จากภาวะดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นหันมาใช้จ่ายกับสินทรัพย์ที่มองว่าสามารถรักษามูลค่าไว้ได้ และยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าในอนาคต
นอกจากนี้ พบว่า ยอดขายในหมวดอัญมณีและโลหะมีค่า ยังเติบโตโดดเด่นกว่ายอดขายรวมของห้างสรรพสินค้าทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.2 ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ยอดขายปลอดภาษี ของห้างสรรพสินค้าก็เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.2 เช่นกัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตในครั้งนี้ มาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก ไม่ใช่จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ด้าน Satoshi Maehara ประธานบริษัท Happiness and D ผู้ผลิตเครื่องประดับในกรุงโตเกียว กล่าวว่า ปัจจุบัน การถือครองทองคำในสัดส่วนร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 ของสินทรัพย์ทั้งหมดแทนการถือเงินสด กำลังกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น เมื่อเงินเยนมีมูลค่าลดลง ผู้คนจึงหันมาถือทองคำกันมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ เห็นความต้องการเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มนี้ และกำลังวางตำแหน่งธุรกิจเพื่อรองรับโอกาสนี้
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนพฤติกรรมดังกล่าว คือ Yuki Hayakawa พนักงานออฟฟิศวัย 33 ปี ที่นำเงินโบนัสราว 600,000 เยน ไปซื้อสร้อยคอเพชร และทองคำของ Chaumet แบรนด์เครื่องประดับในเครือ LVMH
เขากล่าวว่า โดยปกติแบรนด์ลักชัวรีจะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่าการซื้อไว้ตั้งแต่ตอนนี้น่าจะคุ้มค่ากว่า อีกทั้งนอกจากจะเป็นการให้รางวัลตัวเองแล้ว ยังมองว่าหากเป็นของที่ใช้งานได้หลายปี ก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ด้าน Catherine Lim นักวิเคราะห์ Bloomberg Intelligence ระบุว่า ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นกำลังหันมาเลือกซื้อเครื่องประดับแบรนด์หรูมากกว่า กระเป๋าถือ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ต้องใช้จ่ายเงินกับสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างรอบคอบมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคบางส่วนอาจมองว่าเครื่องประดับเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่าได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเยนอ่อนค่า
นอกจากนี้ ความต้องการสินค้าเครื่องประดับในญี่ปุุ่นที่แข็งแกร่ง ยังช่วยสนับสนุนแนวโน้มของตลาดสินค้าลักชัวรีในญี่ปุ่นโดยรวม แม้ว่าภาคธุรกิจจะเผชิญกับแรงกดดันจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด โดยเฉพาะการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างญี่ปุ่นและจีน
แนวโน้มดังกล่าว ยังส่งผลดีต่อบริษัทลักชัวรีระดับโลกที่มีพอร์ตธุรกิจเครื่องประดับขนาดใหญ่ เช่น Richemont เจ้าของแบรนด์ Cartier และ Van Cleef & Arpels โดยบริษัทฯ มียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสล่าสุด ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เกือบ 2 เท่า
โดย Richemont เผยผลประกอบการเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นภูมิภาคที่มียอดขายเติบโตสูงที่สุดในโลก โดยได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจเครื่องประดับ หลังจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดขายเครื่องประดับในญี่ปุ่นยังหดตัว
เช่นเดียวกับ Kering เจ้าของแบรนด์ Gucci ที่รายงานว่า ยอดขายเครื่องประดับในญี่ปุ่นช่วงไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57 สวนทางกับยอดขายสินค้าแฟชันและเครื่องหนัง ที่ลดลงไปร้อยละ 14
Kaoru Perkins หุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษา Bain & Co. ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า แม้ผู้บริโภคจะใช้จ่ายกับสินค้าลักชัวรีมากขึ้น แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งขั้วของตลาดอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้บริโภคจะประหยัดกับสินค้าบางประเภท แต่พร้อมใช้จ่ายกับสินค้าที่มีมูลค่าสูง ใช้งานได้ยาวนาน และสามารถเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ได้
ขณะเดียวกัน เมื่อมองภาพรวมของอุตสาหกรรมลักชัวรีโลก ธุรกิจเครื่องประดับกำลังขึ้นมาเป็นตัวชี้วัดสำคัญของตลาด แทนกลุ่มสินค้าแฟชันที่ยังคงซบเซา
ในประเด็นนี้ รอยเตอร์ส รายงานว่า ตลาดสินค้าลักชัวรี แม้มีแนวโน้มกลับมาเติบโตได้ในปี 2026 แต่ยอดขายสินค้าแฟชันยังอ่อนแอ ขณะที่ธุรกิจเครื่องประดับกลับทำผลงานได้โดดเด่นกว่า และอาจเป็นปัจจัยชี้วัดผู้ชนะในอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
โดยอดขายเครื่องประดับของ Richemont พุ่งขึ้นร้อยละ 24 ในไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ขณะที่ LVMH เจ้าของแบรนด์ Bulgari และ Tiffany ก็ถูกคาดว่าจะมีผลประกอบการของธุรกิจเครื่องประดับและนาฬิกาดีขึ้นเช่นกัน
นอกจาก Richemont และ LVMH แล้ว แบรนด์ขนาดเล็กก็มีผลการดำเนินงานด้านเครื่องประดับที่แข็งแกร่งเช่นกัน ส่งผลให้ผู้เล่นที่เดิมมุ่งเน้นธุรกิจแฟชัน เริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับตลาดเครื่องประดับมากขึ้น
ขณะที่ Kering ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Pomellato และ Boucheron เผยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ธุรกิจเครื่องประดับใหม่ของบริษัทมียอดขายในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเติบโตสูงกว่าทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัท
ส่วนนักวิเคราะห์ของ Vontobel ระบุว่า ธุรกิจเครื่องประดับของ Hermès มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี เกือบร้อยละ 30 นับตั้งแต่ปี 2019 แม้ว่าจะเริ่มต้นจากฐานธุรกิจที่มีขนาดค่อนข้างเล็กก็ตาม
Carole Madjo หัวหน้าฝ่ายวิจัยธุรกิจสินค้าลักชัวรียุโรปของ Barclays ให้ความเห็นว่า ความสนใจในสินค้าเครื่องประดับเพิ่มขึ้น หลังผู้บริโภคเริ่มรู้สึกเบื่อกับการขาดนวัตกรรมของสินค้าแฟชันระดับไฮเอนด์ ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ยังทำให้เครื่องประดับมีความน่าสนใจมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
แนวโน้มดังกล่าว ทำให้เจ้าของแบรนด์ที่เดิมเน้นสินค้าแฟชันและเครื่องหนัง เช่น Hermès, Prada และ Gucci ต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มเครื่องประดับมากขึ้น เพราะทุกรายต่างก็ต้องการมีส่วนร่วมในการเติบโตดังกล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
