รีเซต

กฎหมายมี แต่เอาไม่อยู่! วิกฤตขยะพิษไทย

กฎหมายมี  แต่เอาไม่อยู่!  วิกฤตขยะพิษไทย
TNN ช่อง16
5 พฤศจิกายน 2569 ( 10:00 )
10

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ เปิดจุดอ่อนประเทศไทย! ทำไมยังแก้ปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมไม่ได้ เทียบมาตรการประเทศพัฒนาแล้ว

 

ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะผิดกฎหมายและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญของประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายและหน่วยงานรับผิดชอบหลายแห่ง แต่เหตุใดจึงยังพบการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายและโรงงานรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีระบบควบคุมและติดตามของเสียอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยยังมีช่องโหว่ตรงไหน และจะต้องปรับปรุงระบบจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้กลายเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนในระยะยาว


การจัดการกากอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับการป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะผิดกฎหมายข้ามพรมแดน และการลักลอบทิ้งของเสียภายในประเทศ โดยอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมของเสียตั้งแต่จุดกำเนิด การขนส่ง ไปจนถึงสถานที่กำจัดอย่างถูกต้อง

 

สำหรับมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะจากต่างประเทศ หลายประเทศใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ซึ่งควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายและของเสียบางประเภทข้ามพรมแดน ผ่านระบบการแจ้งข้อมูลและการให้ความยินยอมล่วงหน้า หรือ Prior Informed Consent (PIC) โดยการขนส่งของเสียที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ หากฝ่าฝืนเงื่อนไขก็อาจเข้าข่ายการขนส่งของเสียผิดกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมการสำแดงสินค้าผ่านระบบศุลกากรอย่างเข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องประสานงานกับหน่วยงานด้านการค้าและอุตสาหกรรม เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัย โดยเฉพาะกรณีที่มีการสำแดงประเภทสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น ระบุว่าเป็นพลาสติกใช้แล้วสำหรับรีไซเคิล แต่ภายในกลับเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะชุมชนที่มีสิ่งปนเปื้อน

 

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการใช้ระบบเอกสารดิจิทัลและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างท่าเรือต้นทางกับท่าเรือปลายทาง เพื่อตรวจสอบเส้นทางขนส่ง ใบอนุญาต และข้อมูลการนำเข้าของเสียได้อย่างรวดเร็ว ลดช่องว่างในการปลอมแปลงเอกสารหรือการลักลอบนำเข้าขยะผิดกฎหมาย


หากตรวจพบของเสียที่มีการนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย ประเทศปลายทางสามารถดำเนินการกักกัน ตรวจสอบ และใช้มาตรการส่งกลับประเทศต้นทางตามเงื่อนไขของกฎหมายและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศของตนกลายเป็นปลายทางรองรับขยะจากต่างประเทศ


ขณะที่การป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมภายในประเทศ หลายประเทศให้ความสำคัญกับ ระบบติดตามของเสียตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย บริษัทขนส่ง และโรงงานกำจัด ต้องบันทึกข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้


หลักการสำคัญคือ ของเสียที่ออกจากโรงงานจำนวนเท่าใด จะต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเดินทางไปถึงสถานที่กำจัดที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ไม่สามารถสูญหายไปจากระบบโดยไม่มีคำอธิบาย


เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งการติดตั้งระบบ GPS บนรถขนส่งของเสียอันตราย เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเดินรถ ป้องกันการลักลอบนำขยะไปทิ้งในป่า พื้นที่รกร้าง หรือแหล่งน้ำ รวมถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิดและระบบวิเคราะห์ภาพด้วย AI ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อช่วยตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย


ด้านกฎหมาย หลายประเทศให้ความสำคัญกับบทลงโทษที่เข้มงวด ทั้งการปรับ การจำคุก และการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากผู้กระทำผิด ตามหลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หรือ Polluter Pays Principle ซึ่งกำหนดให้ผู้สร้างความเสียหายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชนหรือภาครัฐ


นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มช่องทางกำจัดของเสียที่ถูกกฎหมายให้เข้าถึงได้ง่าย เช่น ศูนย์รับขยะชิ้นใหญ่ ขยะอันตรายจากชุมชน และขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยอาจให้บริการฟรีหรือคิดค่าธรรมเนียมในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบทิ้งขยะ


ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม เปิดช่องทางแจ้งเบาะแส และอาจใช้มาตรการให้รางวัลแก่ผู้แจ้งข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิด เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหากากอุตสาหกรรม


เปิด 6 จุดอ่อนสำคัญของประเทศไทย

เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางดังกล่าว ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดและช่องโหว่สำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข


ประเด็นแรก การสำแดงสินค้าเป็นเท็จและการสวมสิทธิ์นำเข้า โดยเฉพาะการนำเข้าของเสียผ่านท่าเรือ ซึ่งอาจมีการสำแดงว่าเป็นวัตถุดิบสำหรับรีไซเคิล แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นขยะปนเปื้อนหรือของเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง


ประเด็นที่สอง การตั้งโรงงานรีไซเคิลแฝงและการกำกับดูแลที่ไม่ทั่วถึง โดยมีความเสี่ยงจากสถานประกอบการที่อ้างว่าดำเนินธุรกิจรีไซเคิล แต่กลับมีการเก็บสะสมหรือจัดการของเสียอย่างไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษต่อดิน น้ำ และชุมชนโดยรอบ


ประเด็นที่สาม การบังคับใช้กฎหมายที่แยกส่วนและขาดการบูรณาการ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ดูแลโรงงาน กรมศุลกากรที่ตรวจสอบสินค้านำเข้า กรมควบคุมมลพิษที่ดูแลมาตรฐานสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการและการจัดการขยะในพื้นที่


หากหน่วยงานเหล่านี้ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ ก็อาจเกิดช่องว่างในการตรวจสอบ รวมถึงปัญหาความไม่ชัดเจนของหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักลอบทิ้งของเสีย


ประเด็นที่สี่ ต้นทุนการกำจัดของเสียอย่างถูกต้องสูง เมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากการถูกลงโทษ ทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางรายอาจเลือกใช้วิธีลักลอบทิ้งขยะเพื่อลดต้นทุน หากบทลงโทษและโอกาสในการตรวจพบยังไม่มากพอที่จะสร้างแรงยับยั้ง


ประเด็นที่ห้า ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรของหน่วยงานท้องถิ่น ส่งผลให้การตรวจสอบสถานประกอบการ โกดังเก็บของเสีย และพื้นที่เสี่ยงลักลอบทิ้งขยะอาจไม่ครอบคลุมหรือไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง


ประเด็นสุดท้าย ความเสี่ยงจากการทุจริตและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการนำเข้าของเสีย การอนุญาตจัดตั้งสถานประกอบการ ไปจนถึงการกำกับตรวจสอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องมีระบบตรวจสอบความโปร่งใสอย่างจริงจัง


นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่าการตรวจสอบบางกรณีอาจเกิดขึ้นหลังจากประชาชนร้องเรียนแล้ว แทนที่จะเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุก ขณะที่การสั่งให้สถานประกอบการแก้ไขปรับปรุง หากไม่มีการติดตามอย่างต่อเนื่องและบทลงโทษที่เหมาะสม ก็อาจไม่สามารถป้องกันการกระทำผิดซ้ำได้

 

ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะและทิ้งกากอุตสาหกรรมสะท้อนให้เห็นว่า การมีกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดระบบติดตามที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ท่าเรือ การติดตามการขนส่งของเสีย การควบคุมโรงงานรีไซเคิล ไปจนถึงการดำเนินคดีและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากผู้กระทำผิด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง