รีเซต

ทำไมขยะพิษทั่วโลก มุ่งหน้าเข้าไทย?

ทำไมขยะพิษทั่วโลก  มุ่งหน้าเข้าไทย?
TNN ช่อง16
19 ตุลาคม 2569 ( 12:00 )
9

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับประเทศไทยเสี่ยงกลายเป็นที่ทิ้งขยะของโลก เปิดสาเหตุขยะอิเล็กทรอนิกส์ทะลัก พร้อมแนวทางแก้ปัญหา

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแหล่งรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หลังพบปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะพิษข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางช่องโหว่ทางกฎหมาย การขยายตัวของโรงงานรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน และระบบตรวจสอบที่ยังไม่ทั่วถึง จนเกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดประเทศไทยจึงกลายเป็นเป้าหมายของขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลก และจะมีแนวทางป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ลุกลามได้อย่างไร

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ แม้ประเทศไทยจะเป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ซึ่งมีเป้าหมายควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามพรมแดน รวมถึงมีมาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 428 รายการ แต่ในทางปฏิบัติยังพบการลักลอบนำเข้าโดยใช้วิธีสำแดงสินค้าเป็นเท็จ เช่น ระบุว่าเป็นสินค้ามือสอง อะไหล่รถยนต์ หรือพลาสติกพรีเมียม เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน การตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบังยังมีข้อจำกัด เนื่องจากปริมาณสินค้านำเข้ามีจำนวนมหาศาล ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบสินค้าได้อย่างทั่วถึง และเปิดโอกาสให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมายเล็ดลอดเข้าสู่ประเทศ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การขยายตัวของโรงงานรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะภายหลังจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศในปี 2561 ส่งผลให้กลุ่มทุนที่ประกอบธุรกิจรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากต้นทุนแรงงานต่ำและการกำกับดูแลที่ยังมีช่องโหว่

ปัญหาที่ตามมาคือการตั้งโรงงานคัดแยกขยะและโรงงานหลอมโลหะผิดกฎหมาย โดยบางแห่งใช้วิธีสร้างโกดังขนาดใหญ่ ก่อนแบ่งพื้นที่ภายในเป็นโรงงานขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า "โรงงานห้องแถว" ซึ่งพบปัญหาในพื้นที่อุตสาหกรรมหลายจังหวัด เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับ การแก้ไขพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2562 ที่ปรับเกณฑ์การกำกับดูแลสถานประกอบการ โดยกิจการที่ใช้เครื่องจักรต่ำกว่า 50 แรงม้าและมีคนงานไม่ถึง 50 คน อาจไม่เข้าข่ายโรงงานตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายอาศัยช่องว่างดังกล่าวแบ่งกิจการออกเป็นหน่วยขนาดเล็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการขอใบอนุญาตและการตรวจสอบจากภาครัฐ


ขณะที่บทลงโทษตามข้อกฎหมายบางส่วนยังถูกมองว่าไม่รุนแรงเพียงพอ โดยมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 2 ปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรมหาศาลจากการสกัดโลหะมีค่าในขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ทองแดง หรือเงิน ทำให้เกิดความกังวลว่าบทลงโทษอาจไม่สามารถยับยั้งกลุ่มทุนที่ลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งปัญหาคือ ประเทศไทยยังขาดระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศที่เป็นระบบอย่างครอบคลุม รวมถึงกลไกติดตามและเปิดเผยข้อมูลการเคลื่อนย้ายของเสียและมลพิษ เช่น กฎหมาย PRTR หรือกฎหมายการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ ทำให้การตรวจสอบเส้นทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ยังมีข้อจำกัด และยากต่อการติดตามว่าขยะเหล่านี้ถูกส่งไปจัดการที่ใด

สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การยกระดับระบบตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ด่านศุลกากรและท่าเรือ โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ร่วมกับเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์มาใช้ตรวจสอบสินค้ากลุ่มเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

พร้อมทั้งบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อให้สามารถตรวจสอบสิทธิ์การนำเข้า ปริมาณ และโควตาการรับสินค้าของโรงงานปลายทางได้อย่างเข้มงวด ป้องกันการนำเข้าขยะเกินขีดความสามารถในการจัดการของโรงงาน

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายเฉพาะด้าน โดยเฉพาะ กฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ พ.ร.บ. WEEE ซึ่งใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนเองอย่างเหมาะสม

แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศให้มีมาตรฐาน ลดปัญหาการจัดการขยะอย่างผิดวิธี และเสริมความเข้มแข็งให้ระบบจัดการขยะภายในประเทศ โดยต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการป้องกันขยะจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังควรเร่งผลักดันกฎหมายการจัดการกากอุตสาหกรรม รวมถึงกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) เพื่อกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องรายงานข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษอย่างโปร่งใส เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและร่วมตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

อีกมาตรการสำคัญคือ การเพิ่มบทลงโทษผู้ลักลอบนำเข้าขยะพิษและผู้ประกอบการโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมาย โดยปรับอัตราค่าปรับให้สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้มาตรการเพิกถอนใบอนุญาตและยึดทรัพย์สินของกลุ่มทุนที่กระทำผิดตามเงื่อนไขของกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดมองว่าค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรเร่งจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสำหรับกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม รวมถึงขยะอันตรายจากชุมชน โดยมุ่งเน้นการจัดการขยะที่เกิดขึ้นภายในประเทศเป็นหลัก ภายใต้ระบบควบคุมมลพิษและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้โรงงานรีไซเคิลกลายเป็นช่องทางรองรับขยะพิษจากต่างประเทศ

ท้ายที่สุด ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติไม่ใช่เพียงปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน สุขภาพของชุมชน และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว หากประเทศไทยยังไม่สามารถปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ควบคุมโรงงานรีไซเคิล และสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงที่ประเทศจะกลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษจากทั่วโลกก็อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง