PTG ชูยอดขายน้ำมันปี 69 โต 3-5% เร่งเครื่องธุรกิจ Non-Oil เต็มสูบ ดันกำไรขั้นต้นแตะ 50% ในปี 70

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทวางโรดแมปการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Powering Thai Lives : Everywhere • Everyday • Everyone” เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา Ecosystem ของ PTG โดยมุ่งเน้นการขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ผ่านการพัฒนาสถานีบริการน้ำมัน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าปลีก รวมถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ภายใน Ecosystem
การขยายเครือข่ายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขาเท่านั้น แต่เป็นการวาง Infrastructure ของธุรกิจให้สามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินทาง ชุมชนเมือง หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ รวมถึงการนำบริการออกไปสู่กิจกรรมและงานอีเวนต์ในชุมชนในรูปแบบ Food Truck เช่น งานวิ่งและกิจกรรมสาธารณะ เพื่อให้ PTG เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของผู้คน เครือข่ายที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันนี้ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจผ่าน Economies of Scale
*เป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปี 2569
โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันปี 2569 เติบโต 3-5% จากปี 2568 ที่ยอดขายน้ำมันจะอยู่ที่ราว 6,500 ล้านลิตร ทางด้านธุรกิจ Non-Oil ปีนี้คาดเติบโตมากกว่า 50% ขึ้นไป โดยเฉพาะยอดขายกาแฟพันธุ์ไทยคาดจะเห็นแตะระดับ 10,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 45% และเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2570 ส่วนโครงสร้างรายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากธุรกิจน้ำมันมากกว่า 90% และธุรกิจ Non-Oil ราว 10%
*งบลงทุนปี 2569
สำหรับปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนไว้ประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ประมาณ 1,000 ล้านบาท และที่เหลือใช้ขยายการลงทุนในธุรกิจเดิมที่มีอยู่ นอกจานี้บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Max World Touchpoints มีมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงธุรกิจพลังงานและธุรกิจ Non-Oil ภายใน Ecosystem ของบริษัทเข้าด้วยกัน
โดยเป้าหมายดังกล่าวประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,300 แห่ง ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีเป้าหมายขยายสู่กว่า 3,000 สาขา ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกกว่า 200 แห่ง ธุรกิจ LPG มากกว่า 800 แห่ง รวมถึงบริการ Non-Oil และธุรกิจอื่น ๆ อีกกว่า 950 จุดบริการ
เเละการพัฒนาเครือข่ายบริการทั่วประเทศแล้ว PTG ยังเสริมศักยภาพด้วย แพลตฟอร์มดิจิทัล MaxMe Application ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวมบริการต่าง ๆ ของกลุ่ม PTG ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการด้านพลังงาน อาหาร เครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ได้อย่างต่อเนื่องผ่านประสบการณ์เดียวกัน ปัจจุบัน MaxMe ยังเชื่อมต่อกับพันธมิตรกว่า 650 ราย ครอบคลุมมากกว่า 2.6 ล้านจุดให้บริการ ในหลากหลายหมวดหมู่ของการใช้ชีวิต ตั้งแต่อาหาร การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ไปจนถึงบริการทางการเงิน
*ความกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลน
นายพิทักษ์ กล่าวถึง กรณีที่ประชาชนมีความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ที่ยังยืดเยื้อเเละทวีความรุนเเรนมากขึ้นนั้น ส่งผลให้ปริมาณความต้องการน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ เเละสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งประสบปัญหาน้ำมันหมดชั่วคราว เห็นได้จากปริมาณการขายของสถานีบริการน้ำมันของ PTG ที่จากเดิมมีความต้องการเฉลี่ยวันละ 10 ล้านลิตร พุ่งขึ้นไปถึง 25 ล้านลิตร นอกจากนี้ ภาครัฐอาจปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลหลังครบกำหนดมาตรการตรึงราคา 15 วัน จึงทำให้มีการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้น
นายพิทักษ์ ยืนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โดยภาครัฐระบุว่าหากไม่มีการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเลย ก็ยังมีน้ำมันใช้ได้นานถึง 60 วัน อีกทั้งประเทศไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันจะไม่หมดไปจากระบบแน่นอน
ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาน้ำมันประมาณ 2 บาท หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา นายพิทักษ์ ให้ความเห็นว่าภาครัฐอาจจะทยอยปรับขึ้นราคามากกว่าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน
*การเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมัน
ทางด้าน นายรังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและความยั่งยืน PTG กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันตามนโยบายรัฐจาก 1% เป็น 1.5% ภายในวันที่ 31 มี.ค. นี้ และเพิ่มเป็น 3% ภายในเดือนเม.ย. บริษัทจะใช้วิธีฝากน้ำมันสำรองไว้ที่คลังของโรงกลั่นเพื่อความคล่องตัว ลดภาระต้นทุนทางการเงินจากการถือสต็อกปริมาณมาก รวมทั้งลดภาระด้านภาษีสรรพสามิตที่ต้องจ่ายล่วงหน้า โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพิ่มในส่วนนี้ประมาณ 200 - 300 ล้านบาท สำหรับปริมาณสำรองที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20 ล้านลิตร จากปัจจุบันที่บริษัทสำรองน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านลิตร
อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่ามีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก Stock Loss หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงในอนาคต ขณะที่มีปริมาณสำรองอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการหารือร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด