MINT เผยผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมออก Warrant เสริมแกร่ง ลั่นพร้อมลุยหลังทั่วโลกเริ่มใช้วัคซีนโควิด

MINT เผยผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมออก Warrant เสริมแกร่ง ลั่นพร้อมลุยหลังทั่วโลกเริ่มใช้วัคซีนโควิด
มติชน
2 มีนาคม 2564 ( 13:53 )
19
MINT เผยผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมออก Warrant เสริมแกร่ง ลั่นพร้อมลุยหลังทั่วโลกเริ่มใช้วัคซีนโควิด

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT กล่าวว่า ในปี 2563 บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง โดยบริษัทได้ดำเนินการวางแผนธุรกิจเชิงรุกอย่างชาญฉลาดเพื่อรับมือกับการระบาดของโรค COVID-19 ระลอกที่สองในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ในไตรมาสที่สี่ และยังคงปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้บริษัทยังคงเห็นสัญญาณเชิงบวกในกลุ่มธุรกิจของบริษัท เห็นได้จากผลการดำเนินงานของไมเนอร์ฟู้ดปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สามารถสร้างผลกำไรในระดับเดียวกับช่วงก่อนการระบาดของโรค COVID-19 ในไตรมาสที่สาม และไตรมาส 4 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากไตรมาสเดียวกันปี 2562

 

สาเหตุมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนและมาตรการการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดสำหรับไมเนอร์โฮเทลส์ในประเทศมัลดีฟส์และออสเตรเลียมีการฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยทั้งสองประเทศมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือนในช่วงไตรมาสที่สี่โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนในเดือนธันวาคมปี 2563 อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเดือนธันวาคมปี 2562 อีกทั้ง การฟื้นตัวของอนันตราเวเคชั่นคลับและยอดขายของโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถกลับมาสร้างผลกำไรสุทธิได้ในไตรมาส 4

 

 

“ไมเนอร์ฟู้ดมีกำไรสุทธิจำนวน 540 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2563 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากในไตรมาส 4 ปี 2562 ซึ่งมีกำไรสุทธิจำนวน 258 ล้านบาทโดยการเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าวเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายต่อร้านเดิมของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนตั้งแต่ในไตรมาส 3-ไตรมาส 4 ด้วยการเติบโตของยอดขายต่อร้านเดิมในอัตราร้อยละ 3.4 ในไตรมาส 4 ปี 2563 เมื่อเทียบกับร้อยละ 3.0 ในไตรมาส 3 ปี 2563 โดยมีสาเหตุมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและการมุ่งเน้นในการยกระดับแนวคิดด้านอาหารอย่างต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร นอกจากนี้ ยอดขายต่อร้านเดิมของกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ในประเทศออสเตรเลียปรับตัวดีขึ้นในทุกๆ เดือนและมียอดขายต่อร้านเดิมกลับมาสู่ระดับก่อนการระบาดของโรค COVID-19 ในเดือนธันวาคมปี 2563 แม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับการชุมนุมทางการเมืองและการระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ แต่ธุรกิจบริการจัดส่งอาหารของไมเนอร์ ฟู้ด ทั้งบนแพลตฟอร์มการจัดส่ง 1112 Deliveryของบริษัทเอง และแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการจัดส่งอาหารรายอื่น รวมถึงแคมเปญส่งเสริมการขายที่ประสบความสำเร็จของเดอะ พิซซ่า คอมปะนี และการขยายสาขาอย่างรวดเร็วของร้านบอนชอนช่วยผลักดันยอดขายของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยทั้งนี้ ด้วยมาตรการการลดค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพในทุกแบรนด์ในเครือของไมเนอร์ฟู้ด และการประหยัดต่อขนาดของแบรนด์บอนชอน ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

 

 

นายดิลลิป ราชากาเรีย กล่าวว่า ตลอดไตรมาส 4 ปี 2563 MINT ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่าย การลดกระแสเงินสดจ่าย และการรักษาสภาพคล่องทั้งนี้ จากการระบาดของโรค COVID-19 ระลอกที่สองส่งผลให้กระแสเงินสดจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.5 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563 เป็น 1.6 พันล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2563 อย่างไรก็ตาม ด้วยเงินสดจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท และวงเงินสินเชื่อจำนวน 2.8 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนมกราคม 2564 MINT มีเงินทุนสำรองที่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานต่อไปได้อีกนานกว่าสองปี นอกจากนี้ การฟื้นตัวของธุรกิจจะช่วยให้บริษัทมีฐานเงินสดที่เพิ่มขึ้นด้วย MINT ยังคงมุ่งบริหารจัดการฐานะทางการเงินเชิงรุกโดยในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา MINT ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขยายระยะเวลาการยกเว้นการทดสอบการดำรงอัตราส่วนทางการเงินออกไปอีกสองปีจนถึงสิ้นปี 2565 นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นกู้ของ MINT ได้อนุมัติการแก้ไขคำจำกัดความของข้อกำหนดสิทธิ โดยไม่นับรวมผลกระทบจากการด้อยค่าสินทรัพย์จากสถานการณ์ COVID-19 ในส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อการคำนวณอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวไปจนถึงสิ้นปี 2567 โดยการอนุมัติในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสนับสนุนและความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นกู้ที่มีต่อบริษัท

 

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิให้กับผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งมีวันครบกำหนดในปี 2566 (MINT W-8 Warrants) และ2567(MINT W-9 Warrants) โดยการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิจะช่วยเสริมสร้างฐานส่วนของผู้ถือหุ้นของ MINT ให้เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 1 หมื่นล้านบาทในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าด้วยจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.2 ช่วยให้ MINT มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการฐานะทางการเงินด้วยมาตรการอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการหมุนเวียนสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่สองและสามของปี 2564 หลังจากผ่านสองเดือนแรกของปี 2564 MINT คาดการณ์ว่าธุรกิจจะยังคงเผชิญกับความท้าทายในช่วงครึ่งปีแรกจนกว่าจะมีการกระจายของวัคซีนในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม MINT อยู่ในฐานะที่พร้อมจะดำเนินธุรกิจเมื่อพรมแดนของแต่ละประเทศกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวและภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ขณะเดียวกัน MINT จะยังคงให้ความสำคัญกับการลดกระแสเงินสดจ่ายด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนในขณะที่ยังบริหารจัดการฐานะทางการเงินอย่างมีวินัย

 

 

“ผมมั่นใจว่าบริษัทได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดมาแล้วในปี 2563 ที่ท้าทาย บริษัทได้ใช้โอกาสในการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อให้บริษัทดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าบริษัทจะยังคงมุ่งพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้บริษัทจะยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของฐานะทางการเงินในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ทั้งนี้ บริษัทพร้อมที่จะกลับมาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจอย่างเต็มที่เพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากแบรนด์และทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้และผลักดันผลกำไรและผลตอบแทนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดของเราในระยะยาว” นายดิลลิป ราชากาเรีย กล่าว

 

ทั้งนี้ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4 ปี2563 มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 5.6 พันล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในไตรมาส 3 ปี 2563

ข่าวที่เกี่ยวข้อง