รีเซต

ค่ายรถยุโรปดิ้นรนผลิต "โดรนทหาร" หลังแพ้สงคราม EV ให้จีน

ค่ายรถยุโรปดิ้นรนผลิต "โดรนทหาร" หลังแพ้สงคราม EV ให้จีน
TNN ช่อง16
7 เมษายน 2569 ( 12:43 )
9

สำนักข่าว ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปต้องเผชิญกับพายุที่สมบูรณ์แบบ จากหลายปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัวลง, การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้ผลิตจากจีน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่งผลให้ยอดขายในภูมิภาคอยู่ในระดับต่ำ และยังต่ำกว่ายอดขายช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด19 อย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งในอดีต ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปเคยมีบทบาทในการผลิตอาวุธ ยุทโธปกรณ์ เมื่อถูกเรียกระดมกำลังในช่วงสงคราม แต่ในปัจจุบัน บางบริษัทเริ่มมองว่า การย้อนกลับไปสู่รากเหง้าดังกล่าว อาจเป็นหนทางรอดของธุรกิจ 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Renault (เรอโนลต์) เผยว่าบริษัทกำลังพัฒนาโดรนภาคพื้นดิน ที่สามารถใช้งานได้ทั้งในทางทหารและพลเรือน และก่อนหน้านี้ ในเดือนมกราคม ยังได้ประกาศจับมือกับ Turgis Gaillard (ทูร์กิส กายาร์ด) บริษัทด้านการป้องกันประเทศและอากาศยาน เพื่อผลิตโดรนทางอากาศในประเทศฝรั่งเศส

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน Volkswagen (โฟล์กสวาเกน) มีรายงานว่า กำลังเจรจากับ Rafael (ราฟาเอล) บริษัทด้านป้องกันประเทศจากอิสราเอล เพื่อผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธ

โดยก่อนหน้านี้ Financial Times รายงานว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการปรับโรงงานที่เมือง Osnabrück ใน Germany ให้เป็นสายการผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธ Iron Dome ซึ่งพัฒนาโดย ราฟาเอล

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนถึงแรงกดดันที่ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปกำลังเผชิญ ในการแข่งขันโดยตรงกับคู่แข่งจากจีน เช่น บีวายดี ซึ่งแม้ว่ายอดขายรถยนต์ใหม่ในสหภาพยุโรปจะลดลงในเดือนมกราคม แต่กลับสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ซึ่งข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (ACEA) พบว่า ยอดส่งมอบของ บีวายดี เพิ่มขึ้นถึง 175% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะที่ 13,982 คัน

ภาวะถดถอยของอุตสาหกรรม ยังสะท้อนผ่านราคาหุ้นของผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป โดย ดัชนี Stoxx 600 Automobiles จนถึง ณ วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ลดลงไปประมาณร้อยละ 30 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

แต่ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ของยุโรปเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมกำลังทางทหาร หลังการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 รวมถึงความสัมพันธ์ภายใน NATO ที่เริ่มสั่นคลอน ทำให้ยุโรปต้องเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองด้านการผลิตอาวุธมากขึ้น 

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมรถยนต์จะสามารถหันไปทำธุรกิจป้องกันประเทศได้หรือไม่

ในมุมมองของ Zuzana Pelakova ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจและธุรกิจของ Globsec สถาบันวิจัยด้านนโยบายความมั่นคง ใน Slovakia ระบุว่า ทั้งสองอุตสาหกรรมมีความทับซ้อนกัน หรือมีพื้นฐานที่คล้ายกันในด้านศักยภาพการผลิต โดยต่างก็พึ่งพาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง มีห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมในระดับสูง 

ยังมีบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความเชื่อมโยงของทั้งสองอุตสาหกรรม โดยประเทศอย่าง Slovakia และ Czechia (สาธารณรัฐเช็ก) ปัจจุบันถือเป็นในประเทศที่มีการผลิตรถยนต์ต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลก 

โดยความแข็งแกร่งในภาคยานยนต์ ส่วนหนึ่งมีรากฐานมาจากแรงงานที่เคยทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาก่อน ในช่วงก่อนสิ้นสุดยุคสังคมนิยม

ประสบการณ์และทักษะที่สั่งสมมาจากภาคอุตสาหกรรมด้านการทหาร จึงกลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม เปลาโควา ไม่ได้มองว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จะก้าวไปเป็นผู้ผลิตอาวุธรายสำคัญ แต่แนวโน้มที่มีโอกาสเกิดขึ้น คือ การเข้าไปมีบทบาทในบางโครงการ หรือโอกาสเฉพาะด้าน มากกว่าจะเปลี่ยนทิศทางของทั้งอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตอาวุธ เลย 

ขณะที่ นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสงสัยว่า การอาศัยแรงส่งจากภาคกลาโหมจะเพียงพอในการกอบกู้ภาคยานยนต์ที่กำลังอ่อนแรงนี้ได้หรือไม่ 

อย่าง โฟล์กสวาเกน ซึ่งกำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด จากกำไรลดลงต่อเนื่อง และมีแผนลดพนักงานลง ภายในปี 2030 จำนวน 35,000 ตำแหน่ง คิดเป็นร้อยละ 5 ของพนักงานทั้งหมด แต่หากการเจรจากับ ราฟาเอล หรือพันมิตรด้านกลาโหมรายอื่นประสบความสำเร็จ การนำโรงงานซึ่งมีแผนจะปิดตัวลงในปี 2027 กลับมาใช้ใหม่ อาจช่วยรักษาตำแหน่งงานได้มากถึง 2,300 ตำแหน่ง 

แต่ทาง IG Metall สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ระบุว่า แนวคิดที่จะย้ายแรงงานจำนวนมากจากภาคยานยนต์ ไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ และไม่ใช่ทางออกของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคยานยนต์กำลังเผชิญอยู่

ทั้งระบุว่า แนวทางดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะชดเชยตำแหน่งงานที่มีแนวโน้มจะหายไปในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

เหตุผลสำคัญ คือ รูปแบบการผลิตของทั้งสองอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างมาก โดยรถยนต์เป็นการผลิตจำนวนมากในสายการผลิตขนาดใหญ่ ขณะที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศส่วนใหญ่เป็นการผลิตในปริมาณจำกัดตามคำสั่งซื้อเฉพาะ ทำให้แม้จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น ก็ยังไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบเดียวกันได้ จึงไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้ จนละเลยการพัฒนาเศรษฐกิจในส่วนอื่น ๆ 

ขณะที่ นักวิเคราะห์จาก Citi เตือนว่า การที่บริษัทเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมือง หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และยอดขายของบริษัทได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับ Tesla ของ Elon Musk มาแล้ว และตั้งข้อสังเกตุว่า หาก โฟล์กสวาเกน เข้าไปมีความร่วมมือกับบริษัทด้านกลาโหม ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางการเมืองหรือกระแสต่อต้านจากสังคมในยุโรปมากน้อยเพียงใด

ส่วน Matthias Schmidt ผู้ก่อตั้ง Schmidt Automotive Research (บริษัทวิจัยยานยนต์ ชมิดท์) ให้ความเห็นว่า หากบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานยังคงมีงานทำ แม้งานนั้นจะเกี่ยวข้องกับการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แรงงานส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกทำงานต่อไป เพราะการมีรายได้เลี้ยงครอบครัวนั้นสำคัญกว่าประเด็นด้านศีลธรรม เพราะเมื่อมีภาระต้องดูแลครอบครัว ทางเลือกในการปฏิเสธงานจึงมีค่อนข้างจำกัด

ดังนั้น หากบริษัทให้ทางเลือกแก่พนักงานในการรักษางานของตนไว้ได้ ก็มีแนวโน้มว่าแรงงานส่วนใหญ่จะยังคงปฏิบัติตามสัญญาจ้าง และทำงานผลิตให้กับบริษัทกลาโหมต่อไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง