รีเซต

จิ๋วแต่แจ๋ว! พบฟอสซิลสัตว์สี่เท้าเล็กที่สุด จากยุคไทรแอสซิก อายุ 240 ล้านปี

จิ๋วแต่แจ๋ว! พบฟอสซิลสัตว์สี่เท้าเล็กที่สุด จากยุคไทรแอสซิก อายุ 240 ล้านปี
TNN ช่อง16
29 มกราคม 2569 ( 11:30 )
4

การค้นพบทางบรรพชีวินวิทยามักเปิดหน้าต่างสู่โลกในอดีตอันไกลโพ้น ล่าสุด นักบรรพชีวินวิทยาจากบราซิลได้ค้นพบฟอสซิลกะโหลกขนาดเล็กจิ๋วของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ อายุราว 240 ล้านปี การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นในแวดวงวิทยาศาสตร์ แต่ยังช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศในยุคดึกดำบรรพ์ของทวีปอเมริกาใต้

 

นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลกลางซานตามาเรีย (Federal University of Santa Maria) ประเทศบราซิล รายงานการค้นพบฟอสซิลกะโหลกศีรษะขนาดเพียง 9.5 มิลลิเมตร ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน ในรัฐรีโอกรันดีดูซูล

 

สิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายกิ้งก่านี้ถูกตั้งชื่อว่า Sauropia macrorhinus และถือเป็นสัตว์สี่เท้าที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยพบในชั้นหินยุคไทรแอสซิกของอเมริกาใต้ ซึ่งมีอายุย้อนกลับไปราว 240 ล้านปี

 

ฟอสซิลดังกล่าวเป็นกะโหลกของสัตว์เลื้อยคลานโบราณในกลุ่มพารารีไทล์ (parareptile) ถูกค้นพบที่แหล่ง Cortado ในเมืองโนโว คาบรายส์ โดยนักบรรพชีวินวิทยา ลูซิโอ โรแบร์โต ดา ซิลวา เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก ทีมวิจัยต้องใช้เข็มขนาดเล็กทำความสะอาดภายใต้แว่นขยาย และใช้การสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อศึกษารายละเอียดโครงสร้างภายใน

 

ผลการศึกษาพบลักษณะเด่นหลายประการ เช่น รูจมูกขนาดใหญ่ และฟันทรงเข็ม ซึ่งบ่งชี้ว่าสัตว์ชนิดนี้น่าจะกินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กเป็นอาหาร นักวิจัยระบุว่า Sauropia macrorhinus จัดอยู่ในกลุ่ม Procolophonoidea ซึ่งเป็นกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่พบได้น้อย และเคยอาศัยอยู่ในช่วงปลายยุคเพอร์เมียนถึงยุคไทรแอสซิก

 

จากการประเมิน สัตว์ชนิดนี้น่าจะมีความยาวทั้งตัวเพียงประมาณ เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายกิ้งก่าตัวเล็ก ตาโต เดินด้วยขาทั้งสี่ข้าง การค้นพบนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญของความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในยุคไทรแอสซิก ซึ่งมักถูกมองข้ามเนื่องจากฟอสซิลมีขนาดเล็กและหายาก

 

การค้นพบฟอสซิล Sauropia macrorhinus ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายของสัตว์สี่เท้าในยุคไทรแอสซิก และสะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศโบราณของอเมริกาใต้มีความซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจ การศึกษาสิ่งมีชีวิตจิ๋วเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ แต่ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโครงสร้างของห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศในอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง