รีเซต

ย้อนดู "ที่สุดแห่งปี 2025" จุดกำเนิดภาษีตอบโต้ของ "ทรัมป์" กับแรงกระแทกครั้งใหญ่ของประเทศไทย

ย้อนดู "ที่สุดแห่งปี 2025" จุดกำเนิดภาษีตอบโต้ของ "ทรัมป์"  กับแรงกระแทกครั้งใหญ่ของประเทศไทย
TNN ช่อง16
31 ธันวาคม 2568 ( 08:00 )
12

"ที่สุดแห่งปี 2025"  : จุดกำเนิดภาษีตอบโต้ของ "ทรัมป์" กระแทกเศรษฐกิจไทย 


รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศใช้ เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าในระดับที่สูงขึ้น อ้างว่าที่ผ่านมาอเมริกาเสียเปรียบชาติต่างๆ นำไปสู่การดีลภาษีครั้งใหญ่ทั่วโลก หลายชาติยอมแลกทุกอย่างเพื่อหั่นภาษีลง เป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ของการค้าโลกในปีนี้   


วันที่ 2 เมษายน 2025 คือ วันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำของสหรัฐฯ ได้ลงนามและประกาศนโยบาย“ภาษีตอบโต้” หรือ reciprocal tariffs เป็นการขึ้นภาษีชุดใหญ่ต่อคู่ค้าทั่วโลกอย่างเป็นทางการ  ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เรียกวันดังกล่าวว่า วันปลดปล่อย หรือวันปลดแอก “Liberation Day” 


ประธานาธิบดีทรัมป์ อ้างว่าเป้าหมายหลักของภาษี คือ การแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าหลายประเทศทั่วโลก ภายใต้นโยบายนี้ สหรัฐฯ เริ่มจากกำหนดอัตราภาษีนำเข้าพื้นฐานในอัตรา 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากเกือบทุกประเทศ แต่ที่แรงที่สุด คือ การเพิ่มอัตราภาษีเฉพาะแต่ละประเทศแต่ละกลุ่มสำหรับคู่ค้าที่สหรัฐฯ มีการขาดดุลการค้าในระดับสูง 


และปรากฎว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไทยเราเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าติดอันดับท้อปและต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วันแรกของประกาศ ประเทศไทยถูกกำหนดอัตราภาษีตอบโต้ในระดับสูงถึง 36% และเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ


แรงกระแทกก้อนแรก คือ ความเชื่อมั่น  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มชะลอการลงทุนใหม่และทบทวนแผนการขยายตลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ ในระดับสูง 


สาเหตุเป็นเพราะว่าการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้มีผลกระทบโดยตรงภาคการส่งออกของไทย  ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปบางประเภท ภาคเอกชนจำนวนมากประเมินตรงกันว่า หากอัตราภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก และลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศอื่น


ภาษีทรัมป์ กับ รัฐบาลไทย เราส่งไม้ต่อถึง 2 รัฐบาล ดีลครั้งแรกเริ่มภายใต้รัฐบาลของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก่อนที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมารับช่วงต่อ คณะทำงานทีมไทยแลนด์ได้พยายามหาทางเจรจาต่อรองหรือดีลภาษี แข่งกับหลายประเทศ โดยเฉพาะคู่แข่งในอาเซียน  และอีกหลายประเทศ หลายกลุ่มทั่วโลก ตบเท้าเดินทางไปเจรจาถึงสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เปิดโอกาสให้ทุกชาติเข้ามายื่นข้อเสนอต่อรองเพื่อลดภาษีได้ 


กระทั่งเดือนสิงหาคม 2025 สหรัฐฯ ตกลงปรับลดอัตราภาษีตอบโต้สำหรับสินค้านำเข้าจากไทยลงมาอยู่ที่ระดับ 19% หั่นลงหรือลดลงจากเดิมที่เคยประกาศไว้ 36%  โดยอัตราภาษี 19 % ของไทยถูกเรียกเก็บเท่ากับหลายชาติในอาเซียน นั่นคือ  กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  ส่วนเวียดนาม คู่แข่งรายสำคัญ ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีที่ 20%,  บรูไน อยู่ที่ 25%  ขณะที่เมียนมาและลาว ที่โดนหนักที่สุดในกลุ่ม เรียกเก็บภาษีมากถึง  40%  ส่วนประเทศที่ถูกเรียบเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุดในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ คือ 10% ซึ่งเป็นอัตราภาษีดั้งเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่การประกาศครั้งแรกในวันปลดปล่อยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025


สิ่งที่ไทยนำไปแลกเพื่อลดภาษี มี 4 ข้อหลักๆ คือ ไทยต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าภาษี 0% ให้กับสหรัฐฯ ด้วยสินค้าที่ไทยมีความพร้อม รวมไปถึงนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และยังมีการเข้าลงทุนของไทยในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การแก้กฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการนำเข้าส่งออกมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเงื่อนไขสำคัญ ที่ไทยเราต้องจับตาและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ก็คือ "สินค้าสวมสิทธิ์"


แต่อย่างไรก็ตามการตกลงภาษียังไม่ได้จบลงแบบ 100% คณะทำงานของไทยยังคงลงรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง แต่หนึ่งในแรงกดดันสำคัญ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชา ปะทุและรุนแรงหนักขึ้น และปรากฎว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกโรงเข้ามาเป็นคนกลางให้ทุกอย่างยุติ และพยายามนำหยิบยกเรื่องการขึ้นภาษีการค้า มาขู่หรือกดดันไทยและกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง  



"ภาษีทรัมป์" เขย่าโลก ผลกระทบลากยาว-หลายมิติ "เศรษฐกิจ" ไม่เหมือนเดิม  


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ลดลงประมาณ 0.5–0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการปรับขึ้นภาษี ขณะที่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และธนาคารโลกประเมินในทิศทางเดียวกันว่า ความไม่แน่นอนทางการค้าจะส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคทั่วโลกชะลอตัว


องค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่า ปริมาณการค้าสินค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ต่ำกว่า 1% ไปจนถึงมากกว่า 1.5% หากมาตรการภาษีถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ การชะลอตัวของการค้าดังกล่าวจะส่งผลต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะในเอเชีย ยุโรป และละตินอเมริกา


มาตรการภาษียังส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเกิดการปรับโครงสร้าง บริษัทข้ามชาติหลายแห่งชะลอการลงทุนหรือปรับแผนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากภาษีและข้อจำกัดทางการค้า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพของระบบการผลิตแบบกระจายตัวลดลงในระยะสั้น


ในด้านราคาและเงินเฟ้อ การขึ้นภาษีนำเข้าทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้าสูงขึ้น โดยต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและผู้บริโภค โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน ประเทศคู่ค้าก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากความสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน


ผลกระทบต่อการจ้างงานเป็นอีกประเด็นสำคัญ งานวิจัยเชิงแบบจำลองเศรษฐกิจหลายฉบับประเมินว่า หากมาตรการภาษีถูกใช้ในระดับสูงและมีการตอบโต้ทางการค้าอย่างกว้างขวาง อาจส่งผลให้การจ้างงานทั่วโลกลดลง โดยแรงงานในภาคการผลิตและการส่งออกได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา


สำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ OECD ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวจากผลของภาษีที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปและจีนได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ลดลงและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่อ่อนแรงลง ประเทศที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง เช่น เม็กซิโก แคนาดา และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง