รถ BEV เติบโตลดลงปี 2026 เหตุคนใช้น้อยกว่าที่คาด แต่สัดส่วนรถ EV ทุกแบบโลกอาจแตะ 116 ล้านคัน

การ์ทเนอร์ (Gartner) คาดการณ์ว่าในปี 2026 ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 116 ล้านคัน ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ รถบัส รถตู้ และรถบรรทุกหนักวิ่งอยู่บนถนนทั่วโลก แม้ว่าตัวเลขการคาดการณ์จำนวนรถ BEV ในปีหน้าจะลดลงเหลือ 63% จากเดิม 77% จากการนำรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
จำนวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าปี 2026
การ์ทเนอร์ คาดว่าในปี 2026 รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (BEV) จะยังมีจำนวนเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ลูกค้าที่เลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะมีสัดส่วนมากขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)
มีจำนวนทั้งหมดอยู่ที่ 59,480,370 คัน ในปี 2025
คาดเพิ่มขึ้นเป็น 76,344,452 คัน ในปี 2026
หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 28% - รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
มีจำนวนทั้งหมดอยู่ที่ 30,074,582 คัน ในปี 2025
คาดเพิ่มขึ้นเป็น 39,835,111 คัน ในปี 2026
หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 32%
ดังนั้น จะมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทุกประภททั้งหมด 89,554,951 คัน ในปี 2025 และคาดกว่าจะเพิ่มเป็น 116,179,563 คัน ในปี 2026 โดยสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ลดลงจาก 77% เป็น 63% ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด
วิเคราะห์แนวโน้มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าปี 2026
การ์ทเนอร์ วิเคราะห์ว่า ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้ราคาจากผู้ผลิตในประเทศลดลง ส่งผลให้อุปสงค์ในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นจาก 13.4 ล้านคัน เป็น 16.5 ล้านคัน รวมถึงแผนการลงทุนเพิ่มเติมในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นอีกปัจจัยหนุน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงเพื่อลดระดับการให้ส่วนลดของผู้ผลิต และกำลังลดจำนวนเงินอุดหนุนลง ขณะที่ในตลาดสหรัฐฯ อุปสงค์ลดลงเนื่องจากรัฐบาลประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ และยกเลิกเงินอุดหนุนรวมถึงสิ่งจูงใจสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
และจากกระแสการนำรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้ช้ากว่าที่ภาคส่วนต่าง ๆ คาดการณ์ไว้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เช่น BYD จึงปรับตัวมาจำหน่ายรถยนต์ PHEV รวมถึงรถยนต์ในหมวดย่อยเล็ก ๆ อื่น ๆ รวมถึง REEV (Range-Extended EV) หรือรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์เบนซินเพื่อจ่ายไฟให้กับเครื่องปั่นไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เท่านั้น แต่สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ราบรื่นและสม่ำเสมอมากขึ้น
แม้ว่ารัฐบาลหลายประเทศจะทบทวนแผนการสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าจะค่อย ๆ ยกเลิกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) โดยไม่อนุมัติรถยนต์ใหม่ที่ใช้ระบบ ICE โดยเป้าหมายเบื้องหลักคือ เพื่อลดฝุ่นละออง (PM 2.5) และการปล่อยก๊าซ CO2 จากรถยนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญต่อนโยบายภาครัฐ
บทสรุป
Jonathan Davenport ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์กล่าวว่า "แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ และหลายรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ยกเลิกเงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจเพื่อการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่คาดว่าในปี 2569 จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนจะยังเพิ่มขึ้นถึง 30% และในปีหน้านี้ จีนจะยังเป็นผู้นำตลาด คิดเป็น 61% ของปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากลูกค้าให้ความสำคัญกับความมั่นใจที่มีเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามที่ต้องการ"
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
