สหภาพยุโรป (EU) กังวลผู้ใช้งานจำนวนมากหันใช้ VPN เพื่อหลบเลี่ยงระบบยืนยันอายุบนอินเทอร์เน็ต

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันสำหรับยืนยันอายุและตัวตนของประชาชนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์เข้าถึงและใช้งานโซเชียลมีเดีย
ทว่ากลับพบข้อบกพร่องสำคัญในระบบการยืนยันตัวตนดังกล่าว เมื่อผู้ใช้งานหันไปใช้ VPN (Virtual Private Network) เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย จนทำให้กลุ่มประเทศในอียูต้องเตรียมหาทางอุดช่องโหว่นี้
VPN คืออะไร ?
ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับ VPN หรือ Virtual Private Network คือ เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างสิ่งที่เรียกว่าอุโมงค์เข้ารหัส สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้กับเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์ถูกปกป้องจากการดักฟัง เพิ่มความเป็นส่วนตัว และช่วยซ่อนหมายเลข IP จริง
โดยระบบจะเปลี่ยนเส้นทางการเชื่อมต่อผ่านเซิร์ฟเวอร์ของ VPN ในประเทศต่าง ๆ จึงสามารถใช้เข้าถึงเว็บไซต์หรือบริการที่จำกัดภูมิภาคได้ นิยมใช้ทั้งเพื่อความปลอดภัยเวลาใช้งาน Wi-Fi สาธารณะ การปกป้องข้อมูลส่วนตัว และการเข้าถึงเนื้อหาจากต่างประเทศ แต่ความเร็วอินเทอร์เน็ตอาจลดลงบ้างขึ้นอยู่กับคุณภาพของบริการ VPN
ยุโรปประกาศเตือนจำนวนผู้ใช้ VPN พุ่งสูง
หน่วยงานวิจัยของรัฐสภายุโรป (EPRS) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับเครือข่ายส่วนตัวเสมือน หรือ VPN ว่าเป็นเครื่องมือที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถปลอมแปลงตำแหน่งที่ตั้งของตนเองว่าอยู่นอกอียู เพื่อเลี่ยงข้อกำหนดการยืนยันอายุ
ในแถลงการณ์ระบุอย่างชัดเจนว่า VPN ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แม้ว่า EPRS จะยังไม่มีทางออกที่แน่ชัดสำหรับปัญหานี้ แต่หนึ่งในข้อเสนอที่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ การจำกัดการใช้งาน VPN ให้เข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้วว่ามีอายุมากกว่า 18 ปีเท่านั้น
ซึ่งเป็นแนวทางที่คล้ายคลึงกับข้อเรียกร้องของกรรมาธิการด้านเด็กแห่งอังกฤษ โดยสถิติระบุว่ายอดการใช้งาน VPN มักจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายยืนยันอายุ
ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการ Proton VPN รายงานว่ามียอดผู้สมัครใหม่เพิ่มขึ้นถึง 1,400% หลังจากที่สหราชอาณาจักรบังคับใช้กฎหมายลักษณะดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว
และเช่นเดียวกับในฝรั่งเศสที่เกิดเทรนด์การใช้งาน VPN พุ่งสูงขึ้นเมื่อมีการจำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์ Pornhub สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
ปัญหาการใช้ VPN เพื่อเลี่ยงกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในยุโรปท่านั้น เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รัฐยูทาห์ในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นการใช้ VPN โดยเฉพาะ โดยระบุว่าบุคคลใดก็ตามที่ตั้งอยู่ในรัฐยูทาห์ทางกายภาพ จะถูกถือว่าเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการยืนยันอายุไม่ว่าจะใช้งาน VPN หรือไม่
นอกจากนี้ ในรัฐวิสคอนซินก็เคยมีการเสนอกฎหมายที่มีการแบน VPN เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน แม้ในท้ายที่สุดจะถูกผู้ว่าการรัฐใช้สิทธิ์ยับยั้ง (Veto) ไปก็ตาม
สถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายตระหนักถึงบทบาทของ VPN ที่กลายมาเป็นเครื่องมือหลักในการหลบเลี่ยงการจำกัดอายุด้านเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต และมีความเป็นไปได้สูงมากที่ในอนาคตอันใกล้ หน่วยงานรัฐบาลและองค์กรกำกับดูแลต่างๆ จะเร่งหาแนวทางเพื่อจำกัดการเข้าถึงเครื่องมือเพื่อความเป็นส่วนตัวนี้มากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
