ผู้เชี่ยวชาญเตือน ภาวะ "ก็อตซิลลา เอลนีโญ" ของจริง ห้ามประมาท

ไขความย้อนแย้งวิกฤตโลกเดือด ปีนี้ร้อนแล้งจริงหรือไม่ ในเมื่อหลายพื้นที่ตอนนี้ฝนหนักต่อเนื่อง
หากติดตามข่าวสารในช่วงนี้ หลายคนอาจเกิดคำถาม และมองว่าสถานการณ์มีความย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิงว่า ปีนี้จะร้อนแล้งได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้มองไปทางไหนก็เจอแต่ข่าวฝนตกหนักต่อเนื่อง และหลายพื้นที่เพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน เช่นที่จังหวัดน่านและสุโขทัย เหตุใดผู้เชี่ยวชาญจึงยังคงเตือนภัยเรื่องภาวะเอลนีโญกันอย่างเคร่งเครียด?
เรื่องนี้ผม ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 ไม่รอช้า ลงพื้นที่ไปสอบถามและเจาะลึกในเรื่องนี้กับ คุณชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมนเนจเมนท์ (ทีมกรุ๊ป) ได้ไขข้อข้องใจว่า ปรากฏการณ์ฝนหนักที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นเป็นเพียงฝนตกเฉพาะจุดตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากำลังเกิดฝนตกหนักกระจายตัวครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีแรงกดดันจากปรากฏการณ์เอลนีโญเข้ามาควบคุม ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับพายุและปริมาณฝนที่หนักหน่วงรุนแรงมากกว่านี้หลายเท่าตัว เนื่องจากเอลนีโญทำหน้าที่เป็นตัวจำกัดกำลังของพายุไม่ให้ทวีความรุนแรงจนเกินไป
แม้ประชาชนจะรับรู้ข่าวสารเรื่องฝนตกและน้ำท่วมเป็นระยะ แต่ในภาพรวมระดับประเทศแล้ว ปริมาณน้ำกักเก็บตามแหล่งน้ำต่างๆ ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย ซึ่งสะท้อนว่าภัยแล้งไม่ได้หายไปไหน และเอลนีโญในปีนี้ถือเป็นของจริงที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหนัก จนถูกเปรียบเปรยให้เห็นภาพความน่ากลัวว่าเป็นระดับ "เอลนีโญ ก็อตซิลลา" ที่ทั้งร้อนและเดือดจัด ส่งผลให้ภาพรวมของประเทศยังคงต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
"ก็อตซิลลา เอลนีโญ" (Godzilla El Niño) คือคำนิยามเชิงเปรียบเปรยที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศใช้เรียกปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงมากเป็นพิเศษ เปรียบเสมือนสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ทรงพลังและเข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบนิเวศและสภาพภูมิอากาศทั่วโลก
ลักษณะเด่นของปรากฏการณ์นี้คือการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกโซนร้อนตอนกลางและตะวันออกสูงขึ้นกว่าปกติในระดับที่ทำลายสถิติ ส่งผลให้ระบบหมุนเวียนของกระแสลมและชั้นบรรยากาศแปรปรวน ความรุนแรงระดับนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงสุดขั้วในหลายภูมิภาค ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยาวนานและรุนแรง ไปจนถึงการกระจายตัวของฝนที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจาก "ก็อตซิลลา เอลนีโญ" แม้จะสร้างความกดดันให้ภาพรวมของประเทศเต็มไปด้วยความร้อนแล้งและปริมาณฝนรวมที่น้อยกว่าปกติ แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้สภาพอากาศมีความผันผวนสูง เกิดความร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนและแหล่งน้ำสำรอง รวมถึงสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ให้กับภาคการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ
คุณชวลิต ย้ำว่าในช่วงท้ายเดือนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่เราต้องจับตาดูใกล้ชิด ในมิติของการรับมือภัยพิบัติ เตือนให้เฝ้าระวังอิทธิพลจากพายุ "โซเดล" แม้ตัวพายุจะไม่ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง และไม่ได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างเหมือนกรณีของจังหวัดน่าน เนื่องจากลักษณะความชื้นและปริมาณฝนมีความแตกต่างกัน แต่อิทธิพลทางอ้อมจะทำให้เกิดกลุ่มฝนและสภาพอากาศแปรปรวนในพื้นที่บริเวณประเทศลาว เมียนมา รวมถึงประเทศไทยตอนบน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ใช่ปริมาณฝนสะสมในระยะสั้น แต่เป็น "ดินถล่ม" เนื่องจากสภาพดินในปัจจุบันอุ้มน้ำไว้เป็นเวลานานต่อเนื่องจากฝนที่ตกสะสมก่อนหน้านี้ ประกอบกับมวลน้ำป่าที่อาจไหลเชี่ยวและมาอย่างรวดเร็ว โดยพื้นที่ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศเมียนมา อาทิ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงริมแม่น้ำเมยและอำเภอแม่สาย ซึ่งระดับน้ำมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
เพื่อเป็นการลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น คุณชวลิต แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยวางแผนและตั้งเป้าหมายล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกคือการกำหนดจุดอพยพที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าจะต้องย้ายไปหลบภัยที่จุดใด ซึ่งสามารถนำรูปแบบการบริหารจัดการศูนย์อพยพที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจังหวัดน่านและแม่ฮ่องสอนเคยใช้เป็นต้นแบบ มาปรับประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ทันที
นอกจากนี้ ประชาชนจะต้องคิดและวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินมีค่า นอกจากการดูแลความปลอดภัยของชีวิตแล้ว จะต้องมีการเตรียมเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง และสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายจากมวลน้ำและดินถล่มที่อาจมาเยือนอย่างฉับพลัน
ผมได้ฟังแล้วรู้สึกว่า เราเองได้ยินข่าวนี้มาบ่อยๆ และในหลายครั้งก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อาจเป็นเพราะผมอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่เสี่ยง มองไกลออกไปหลายคนก็ไม่ได้ใส่ใจกับ เอลนีโญ มากนัก อาจเป็นไปได้ไหมว่า เมื่อภัยธรรมชาติกลายเป็นข่าวพาดหัวประจำวัน มนุษย์เรามักมีกลไกป้องกันความเครียดอัตโนมัติด้วยการสร้างความ "ชาชิน" ปิดกั้น และมองข้ามความรุนแรงของวิกฤตโลกเดือดจนกลายเป็นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ หรือที่เรียกว่า Climate Fatigue
ความน่ากลัวของภาวะนี้ไม่ใช่แค่การที่เราเมินเฉยต่อข่าวสาร แต่คือการที่มันลดทอนความตื่นตัว ทำให้เราประเมินภัยพิบัติที่อยู่ใกล้ตัวต่ำเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริง ปรากฏการณ์อย่าง "ก็อตซิลลา เอลนีโญ" พายุรุนแรง หรือความเสี่ยงจากดินถล่ม กำลังทวีความถี่และเข้าใกล้ชีวิตประจำวันของเราเข้ามาทุกที การตระหนักรู้และยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงสติตัวเองกลับมาเตรียมพร้อมรับมือ ก่อนที่ความคุ้นชินจะกลายเป็นความสูญเสียที่ไม่ทันตั้งตัว
สวีสดีครับ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
