Fed คงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณเข้มงวด ราคาน้ำมันพุ่ง-หุ้นชิปพักฐาน

#ทันหุ้น - ดัชนี Dow Jones ปิดลบ 1,153 จุด (-2.2%) ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 7.9% จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น และความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลก แม้ Fed จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ถ้อยแถลงหลังการประชุมยังคงเน้นเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% และมองว่าการลงทุนด้าน AI ยังคงเป็นแรงสนับสนุนต่อภาคการผลิตของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มกังวลว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
ด้าน CME FedWatch สะท้อนมุมมองที่เข้มงวดมากขึ้น โดยให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน และอาจมีการปรับขึ้นเพิ่มเติมในปี 2027 หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และ GDP ที่จะประกาศในคืนนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และ 2.1% ตามลำดับ
ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มสินค้าหรูหรา หลังผลประกอบการของบริษัทชั้นนำในฝรั่งเศสออกมาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับดัชนี STOXX 600 ยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วัน โดยหุ้นกลุ่มสินค้าหรูหราปรับตัวลง 2.4% มากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายเช้าวันนี้เคลื่อนไหวผสมผสาน ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังความตึงเครียดในภูมิภาคกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายงานล่าสุดระบุว่า กองกำลังสหรัฐ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีกองกำลังสหรัฐ ที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง โดยก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธหลายลูกโจมตีฐานทัพของสหรัฐ ซึ่งกองทัพสหรัฐ ระบุว่าเป็นการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว
กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) เปิดเผยว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน และป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐ ในภูมิภาค ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างขึ้น และกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้นักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และจับตาทิศทางราคาน้ำมันควบคู่กับสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
สำหรับตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวลง Sideways Down ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วเอเชีย ซึ่งส่งผลต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยเฉพาะ DELTA ที่มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มขยายวงไปยังซาอุดีอาระเบียและอิรัก อาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพ และเป็นปัจจัยที่หนุนราคาพลังงานในระยะสั้น
แม้ Fed จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ย แต่การลงมติที่แตกต่างกันในสัดส่วน 9 ต่อ 3 สะท้อนมุมมองที่เข้มงวดมากขึ้นของคณะกรรมการบางส่วน ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ตลาดเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์ และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก
สำหรับมุมมอง SET50 Index indicators 3 ตัวระบุดังนี้ Comfirm Up/Down (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงแนวโน้มตลาดว่ามีโอกาสขึ้นหรือลง วันนี้มีทิศทาง ขาขึ้น นอกจากนี้ Trend (ภาพหมายเลข 3) แสดงยอดซื้อขายใน S50 และ Mid Trend (ภาพหมายเลข 4) แสดงการซื้อขายหุ้นของตลาด SET วันนี้มีทิศทางขาขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสรุปจากทั้ง 3 อินดิเคเตอร์ของเราในวันนี้มองว่า มีทิศทางขาขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
