ทำไม “ลาว” ถึงเร่งใช้ EV? เปิดเกมพลังงานเพื่อนบ้าน และโอกาสสำหรับประเทศไทย

หนีปัญหาน้ำมันแพง? "ลาว" เร่งแผนเพิ่มรถ EV ในประเทศพุ่ง 30% ในปี 2573 ผลิตไฟฟ้าเอง ไม่ง้อน้ำมัน ดันเศรษฐกิจ
ภายในอีกไม่กี่ปี ถ้าใครไปลาว อาจจะได้เห็นรถอีวีเต็มเมืองไปหมด ไม่ใช่เพราะกระแส แต่เป็นเพราะนโยบายของรัฐบาล เพราะล่าสุดทางการลาวได้ประกาศแผนผลักดันใช้รถอีวีในประเทศถึง 30% ภายในปี 2573
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะถือเป็นทั้งทางรอด และทางรุ่งของลาว เพราะแม้ลาวจะเป็นประเทศที่ไม่มีน้ำมัน แต่มีจุดแข็งคือผลิตไฟฟ้าเองได้ แถมไทยเองก็ซื้อไฟฟ้าจากลาวด้วยเช่นกัน
EV ไม่ใช่แค่เรื่องรถ แต่คือเรื่องความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอีวี ไม่ใช่แค่เรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่นี่คือเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ก็อยู่ข้างบ้านของเราเอง นั่นคือ สปป.ลาว และเรื่องนี้บอกเลยว่า ใกล้ตัวคนไทยกว่าที่คิด
หลังจากที่ช่วงเวลานี้โลกของเราเจอแรงกระแทกครั้งใหญ่ด้านพลังงาน เพราะสงครามตะวันออกกลางที่ตึงเครียดยาวนานตั้งแต่ต้นปี
ราคาน้ำมันผันผวน ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ดังนั้นหลายประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน เช่น ลาว ก็ต้องเร่งหาทางรับมือ หาทางออก ทั้งในระยะสั้น และอนาคตในระยะยาว
ลาวต้องรอด! ลดพึ่งพาน้ำมัน หันใช้พลังงานที่ผลิตเอง
รัฐบาลลาวเดินหน้าเร่งออกมาตรการลดการพึ่งพาน้ำมัน จากซื้อพลังงานเป็นหลัก มาเป็นใช้สิ่งที่มีอยู่ให้มากขึ้น ลดความเสี่ยงได้มากขึ้น ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการลาวได้เริ่มใช้มาตรการใหญ่ ระงับการนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันเป็นหลักเป็นการชั่วคราว
โดยมาตรการที่ว่านี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนจนถึงสิ้นปี 2569 โดยมีข้อยกเว้นสำหรับรถบางประเภท เช่น รถโดยสาร รถเพื่อโครงการ และรถใช้งานเฉพาะทาง
ภายใต้เป้าหมายใหญ่คือ ให้ EV มีสัดส่วน 30% ของยานพาหนะทั้งหมดภายในปี 2573 และภาครัฐเองก็เตรียมเปลี่ยนรถราชการ ให้รถที่มีอยู่ครึ่งหนึ่ง หรือ 50% เป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางการลาวกล้าที่จะลุย กล้าเร่ง EV ครั้งใหญ่ เพราะลาวมีข้อได้เปรียบที่สำคัญมาก คือไฟฟ้าพลังน้ำ
ไม่ใช่แค่ทางรอด แต่เป็นทางรุ่งของลาว
เราต้องจับตากันให้ดี เพราะการเดินหน้าครั้งนี้ของลาว ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่รักโลก เลยลดใช้พลังงานฟอสซิล แต่พลังงานสะอาดของลาว การผลิตไฟฟ้าจากน้ำ ยังหมายถึงโอกาส และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
จากเดิมคือ “ซื้อพลังงานจากต่างประเทศ” เปลี่ยนมาเป็น “ใช้พลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ” รูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น มีความหมายต่อเศรษฐกิจโดยตรง
เพราะราคาน้ำมันโลกที่แพงขึ้น หมายถึงปากท้องของคน และภาระของประเทศ ทั้งต้นทุนขนส่ง ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพก็มีโอกาสเพิ่มตาม
นอกจากนี้อย่าลืมว่า การใช้ EV ไม่ได้มีผลเพียงแค่การลดเงินค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมัน แต่เปลี่ยนทิศทางของเงินที่ไหลออกประเทศ ในการนำเข้าหรือน้ำมันจากชาติอื่น
ที่สำคัญคือ ถ้าไฟฟ้าที่ใช้กับรถอีวีมาจากการผลิตได้เองในประเทศ ก็จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ระบบ สู่โครงสร้างในประเทศ ที่หมายถึงธุรกิจต่างๆ ในประเทศ และคนในประเทศ หรือคนลาวนั่นเอง
"ไฟฟ้าพลังน้ำ" อาจกลายเป็นแต้มต่อครั้งใหญ่
ที่สำคัญ ถ้าหากลาวทำได้สำเร็จ ไฟฟ้าพลังน้ำที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงแค่สินค้าส่งออก อาจกลายเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มาแก้ข้อเสียเปรียบที่ประเทศไม่มีทางออกทะเล
เพราะในวันนี้โลกกำลังตั้งคำถามเรื่องความเสี่ยง ความมั่นคงพลังงาน และสำหรับประเทศลาว เป็นประเทศที่มีจุดอ่อนคือไม่มีทางออกทะเล การนำเข้าน้ำมันจึงต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การพึ่งพาการนำเข้า การซื้อจากไทย
ดังนั้นช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ยังเจอกับปัญหาการนำเข้าน้ำมันไม่ได้
เหมือนกับที่เราเห็นข่าวว่า ในช่วงวิกฤตพลังงาน ไทยงดส่งออกน้ำมันไปยังหลายประเทศ แต่เราได้เว้นไว้ให้ลาว เนื่องจากข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ที่เราก็นำเข้าไฟฟ้าจากลาวด้วยเช่นกันนั่นเอง
ลาวเร่ง EV ไทยก็ได้โอกาส
ดังนั้นเรื่องนี้ในภาพใหญ่ ถือว่าใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก เพราะลาวไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านธรรมดา แต่เรามีความผูกพันเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และหมายความว่า การผลักดันอีวีของลาวครั้งนี้ อาจจะเป็นโอกาสของไทยด้วยเช่นกัน
กระแสของอีวีไม่ใช่แค่ในลาว ไทยเราเองก็เช่นกัน ปัจจุบันนี้ยานยนต์ไฟฟ้ามาแรงอย่างมาก ทั้งยอดขาย และการตบเท้าเข้ามาลงทุนของค่ายรถจีน รวมไปถึงการปรับของโรงงานญี่ปุ่นในไทย
เราเป็นฐานการผลิต และเราส่งออกในระดับโลก รวมไปถึงรัฐบาลก็เร่งส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ลาวก็มีไฟฟ้าเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ที่สามารถสร้างรายได้มหาศาล
ลาวมีจุดแข็งจากทรัพยากรน้ำจำนวนมาก ทำให้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และส่งไฟฟ้าไปขายประเทศเพื่อนบ้าน จนถูกเรียกว่า “Battery of Southeast Asia”
ขณะที่ข้อมูลของ IMF ระบุว่า มูลค่าการส่งออกไฟฟ้าของลาวคิดเป็นประมาณ 15.8–16.1% ของ GDP ในช่วงปี 2025–2026 สะท้อนว่าไฟฟ้าคือหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจลาวอย่างชัดเจน
แต่ถ้าถามว่าใครคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุด คำตอบคือ “ไทย” ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในปี 2568 ลาวส่งออกไฟฟ้าให้ไทยมากกว่า 2,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
และในขณะเดียวกัน ธุรกิจ หรือภาคเอกชนไทย ยังเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าในลาวจำนวนมาก และมีมูลค่าการลงทุนมากกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลักดันก้าวกระโดด จาก 0.5% สู่ 30% ความท้าทายครั้งใหญ่
แต่ต้องย้ำด้วยว่า เป้าหมายที่ลาวประกาศออกมาครั้งนี้ ก็ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะวันนี้มีรถอีวีในลาวเพียงแค่ 0.5% ส่วนเป้าหมายที่ตั้งไว้คือพุ่งไปถึง 30%
นายกรัฐมนตรีลาวเปิดเผยว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ลาวมีรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดรวมกันทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 17,357 คัน คิดเป็นเพียงประมาณ 0.5% ของรถยนต์ทั้งหมดของประเทศที่มีอยู่ 3 ล้านคัน
ดังนั้นถ้าหากเรามองในแง่ตัวเลข การถีบตัวจากระดับ 0.5% ไป 30% ถือเป็นความท้าทาย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
และอย่าลืมว่า รถอีวีไม่ได้จบแค่การใช้งาน แต่ประเทศลาวต้องพร้อม ต้องเร่งลงทุนเพิ่มในแง่โครงสร้างพื้นฐานด้วย
จับตา “ทางรอด” หรือ “ทางรุ่ง” ของลาว
น่าสนใจ และต้องจับตาดูกัน สำหรับเพื่อนบ้านของเรา ประเทศลาว ที่กำลังเร่งเครื่อง ผลักดันการใช้รถอีวีอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เราก็ไม่ตกขบวน ทั้งส่งเสริมการผลิตให้มากขึ้น และใช้ให้มากขึ้นเช่นกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
