โลกป่วนโอกาสหุ้นไทย ชูแบงก์-ค้าปลีก-สื่อสาร

#หุ้นไทย #ทันหุ้น – ผู้จัดการตลท.ไม่หวั่นโลกเผชิญเงินเฟ้อชี้ไทยรับมือได้ขาลงจำกัด แนะดูพื้นฐาน บจ. สร้างมูลค่าเพิ่มดึงดูดเงินระยะยาว ส่วนเงินไหลเข้าเป็นโบนัส ด้าน “กวี ชูกิจเกษม” ไม่กังวลบอนด์ยีลด์พุ่ง รับ CPI สหรัฐสูงแน่ แต่ท้ายสุดประธานเฟดจะออกมาสยบตลาด ลั่น “หุ้นไทย” ตัดกลุ่มอิเล็ก ออกพี/อีแค่ 12 เท่ายังถูก ชูเป็นจังหวะแบงก์-ค้าปลีก-สื่อสาร
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยกล่าวถึงสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงจากแรงขายหุ้น Tech และ AI ว่า การที่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐ มีการระดมทุนขนาดใหญ่ เช่น IPO ของ SpaceX อาจดึงดูดเม็ดเงินจากหลายเซกเตอร์ไปชั่วคราว แต่มองว่าเป็นเพียง "จังหวะการโรเทชั่นระยะสั้น" เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ แต่ในระยะยาว Tech และ AI ยังมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตได้ดี
พร้อมกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้ทั่วโลกจะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อและราคาพลังงานสูง แต่เชื่อว่า ไทยมีความพร้อมในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการกลับมาดูที่พื้นฐาน หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้น และบริษัทจดทะเบียนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในองค์กรได้มากขึ้น จะเป็นตัวดึงดูดเงินทุนระยะยาวได้อย่างยั่งยืน สุดท้ายหากจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาจากปัจจัยภายนอกให้ถือว่าเป็น "โบนัส"
“ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลงต่อค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก Valuation (มูลค่าหุ้น) ไม่ได้สูง และมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend) ที่ดี ในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน ตลาดหุ้นไทยจึงถูกมองว่าเป็น "Safe Haven" หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสที่จะมีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามา”
@ รอเฟดสยบความกลัว
นายกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่ สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุภาวะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ที่สูงระดับ 4.15% มากกว่าดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่อยู่ 3.50-3.75% ค่อนข้างมาก เป็นความกังวลตามปกติหลังทั้งภาคบริการ (PMI) และภาคการผลิต รวมถึงตัวเลขการจ้างงานที่ยังดีอยู่ โดยอัตราว่างงานทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4.3%
ดังนั้นเศรษฐกิจยังดีแต่เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดเกิดความกังวลด้านดอกเบี้ยที่จะเป็นขาขึ้น และยิ่งดัชนีผู้บริโภคหรือ CPI ที่เตรียมประกาศออกมาก็เชื่อว่าจะสูงขึ้นเป็นความกังวลของนักลงทุนที่เกิดขึ้นได้
แต่ในมุมมองส่วนตัวนั้นเชื่อว่า “ประธานธนาคารกลางสหรัฐ” คนใหม่ จะเข้ามาคลายความกังวลของตลาด ในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารการกลางสหรัฐ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า (16–17 มิ.ย. 2569) โดยจะมีมติให้ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% และมีสุนทรพจน์ที่จะลดความกังวลของตลาดได้
“คาดว่า Fed จะพยายามใช้นโยบายที่ประนีประนอม (Soft) และอาจจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันต่อตลาดมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง”
@ ตลาดหุ้นไทย จุดพักเงินที่ปลอดภัย
ส่วนหุ้นเทคสหรัฐที่ปรับตัวลดลงมานั้น เกิดจากมูลค่าหุ้นที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป ยอมรับว่าราคาสูงและเตรียมปรับตัวลดลง แต่ในเชิงกลยุทธ์ก็จะมีการดีดได้เป็นระยะ ดังนั้นสามารถที่จะเก็บในช่วงลง เพื่อไปขายตอนที่ตลาดปรับตัวขึ้น เช่น หลังประธานเฟดออกมาดับความกังวล แต่ก็ยอมรับว่าในระยะยาวหุ้นเทคที่ขึ้นมาแรงมีโอกาสที่จะลดลงต่อเนื่อง
แต่ในส่วนของหุ้นไทยนั้นจะมีความทนทานต่อขาลงที่น่าสนใจ เนื่องจากมีพื้นฐานที่ดีเป็นหุ้นคุณค่าและราคายังไม่สูงแม้จะไม่ได้เติบโตมาก ขณะที่ประเทศไทยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เมื่อเทียบกับความผันผวนของสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
“ตลาดหุ้นไทยมี PE Ratio ที่ค่อนข้างต่ำเพียง 12 เท่า (เมื่อไม่รวมหุ้นบางตัวอาทิ DELTA) ซึ่งถือเป็นระดับที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอาจปรับตัวลดลงถึง 5-10% แต่ตลาดหุ้นไทยกลับลดลงเพียงประมาณ 1% ซึ่งถือว่ามีความแข็งแกร่งมากในเชิงเปรียบเทียบ แม้หุ้นไทยจะไม่มี "Story" การเติบโตที่หวือหวาเหมือนตลาดอื่นที่โต 20-30% แต่ในยามที่ตลาดเป็นขาลง หุ้นไทยจะปรับตัวลงน้อยกว่า”
ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ พิจารณาเพิ่มการถือครองเงินสดบ้างและตลาดค่อนข้างผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ส่วนหุ้นระยะสั้นเน้นที่ Value Play อาทิ โรงพยาบาล เช่น BDMS BH สื่อสาร เช่น ADVANC ค้าปลีก เช่น CPALL, HMPRO ศูนย์การค้า เช่น CPN รวมถึงธนาคารพาณิชย์ เช่น BBL, KBANK, KTB, และ SCB
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
