รีเซต

โลกป่วนโอกาสหุ้นไทย ชูแบงก์-ค้าปลีก-สื่อสาร

โลกป่วนโอกาสหุ้นไทย ชูแบงก์-ค้าปลีก-สื่อสาร
ทันหุ้น
9 มิถุนายน 2569 ( 03:00 )
10

นายอัสสเดช  คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยกล่าวถึงสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงจากแรงขายหุ้น Tech และ AI ว่า  การที่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐ มีการระดมทุนขนาดใหญ่ เช่น IPO ของ SpaceX อาจดึงดูดเม็ดเงินจากหลายเซกเตอร์ไปชั่วคราว แต่มองว่าเป็นเพียง "จังหวะการโรเทชั่นระยะสั้น" เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ แต่ในระยะยาว Tech และ AI ยังมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตได้ดี

พร้อมกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้ทั่วโลกจะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อและราคาพลังงานสูง แต่เชื่อว่า ไทยมีความพร้อมในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว  ได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการกลับมาดูที่พื้นฐาน หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้น และบริษัทจดทะเบียนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในองค์กรได้มากขึ้น จะเป็นตัวดึงดูดเงินทุนระยะยาวได้อย่างยั่งยืน สุดท้ายหากจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาจากปัจจัยภายนอกให้ถือว่าเป็น "โบนัส"

นายกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่ สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุภาวะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ที่สูงระดับ 4.15% มากกว่าดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่อยู่ 3.50-3.75% ค่อนข้างมาก เป็นความกังวลตามปกติหลังทั้งภาคบริการ (PMI) และภาคการผลิต รวมถึงตัวเลขการจ้างงานที่ยังดีอยู่ โดยอัตราว่างงานทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4.3%

ดังนั้นเศรษฐกิจยังดีแต่เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดเกิดความกังวลด้านดอกเบี้ยที่จะเป็นขาขึ้น และยิ่งดัชนีผู้บริโภคหรือ CPI ที่เตรียมประกาศออกมาก็เชื่อว่าจะสูงขึ้นเป็นความกังวลของนักลงทุนที่เกิดขึ้นได้

แต่ในมุมมองส่วนตัวนั้นเชื่อว่า “ประธานธนาคารกลางสหรัฐ” คนใหม่ จะเข้ามาคลายความกังวลของตลาด ในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารการกลางสหรัฐ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า (16–17 มิ.ย. 2569) โดยจะมีมติให้ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% และมีสุนทรพจน์ที่จะลดความกังวลของตลาดได้

ส่วนหุ้นเทคสหรัฐที่ปรับตัวลดลงมานั้น เกิดจากมูลค่าหุ้นที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป ยอมรับว่าราคาสูงและเตรียมปรับตัวลดลง แต่ในเชิงกลยุทธ์ก็จะมีการดีดได้เป็นระยะ ดังนั้นสามารถที่จะเก็บในช่วงลง เพื่อไปขายตอนที่ตลาดปรับตัวขึ้น เช่น หลังประธานเฟดออกมาดับความกังวล แต่ก็ยอมรับว่าในระยะยาวหุ้นเทคที่ขึ้นมาแรงมีโอกาสที่จะลดลงต่อเนื่อง

แต่ในส่วนของหุ้นไทยนั้นจะมีความทนทานต่อขาลงที่น่าสนใจ เนื่องจากมีพื้นฐานที่ดีเป็นหุ้นคุณค่าและราคายังไม่สูงแม้จะไม่ได้เติบโตมาก ขณะที่ประเทศไทยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เมื่อเทียบกับความผันผวนของสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ พิจารณาเพิ่มการถือครองเงินสดบ้างและตลาดค่อนข้างผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ส่วนหุ้นระยะสั้นเน้นที่ Value Play อาทิ โรงพยาบาล เช่น BDMS BH  สื่อสาร เช่น ADVANC ค้าปลีก เช่น CPALL, HMPRO ศูนย์การค้า เช่น CPN รวมถึงธนาคารพาณิชย์ เช่น BBL, KBANK, KTB, และ SCB

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง