'เศรษฐพงค์'แนะ 'ดีอีเอส' ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น

'เศรษฐพงค์'แนะ 'ดีอีเอส' ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น
มติชน
14 ธันวาคม 2563 ( 10:17 )
44
'เศรษฐพงค์'แนะ 'ดีอีเอส' ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) และรองประธานกรรมาธิการการสื่อสาร การโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ว่า จากการเข้ารับตำแหน่งประธานธิบดีสหรัฐของ นายโจ ไบเดน ในเดือนหน้า โดยได้มีการชูนโยบาย Made in all of American โดยภายใต้นโยบายนี้จะมีการลงทุนถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งรวมถึง 5G และ AI แต่นายไบเดนเองยังให้ความสนใจในเรื่องของการปิดช่องว่างดิจิทัลในพื้นที่ชนบทห่างไกลโดยคาดว่าจะมีการลงทุนในเรื่องนี้ถึง 2 หมื่นล้านเหรียญ และหนึ่งในโมเดลที่จะทำเรื่องนี้คือผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่น โดยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าท้องถิ่นย่อมเข้าใจความต้องการของชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบของผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่นมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ รูปแบบแรกจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ให้บริการเองบรอดแบนด์จะเป็นบริการพื้นฐานให้กับคนในชุมชน 2. เป็นลักษณะกึ่งเอกชนกึ่งรัฐ (Quasi Private Network)เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองท้องถิ่นกับชาวบ้านหรือวิสาหกิจชุมชนมาสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนและบริการภาครัฐ และ 3. เป็นเอกชนสมบูรณ์แบบ แต่ไม่ใช่เอกชนผู้ให้บริการขนาดใหญ่แต่ควรเป็นวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ

 

“เทคโนโลยีสมัยใหม่การเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์ไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะเกือบทั้งหมดสามารถใช้การบริการงานโครงข่ายผ่านระบบคลาวด์ได้ โดยสามารถวางโครงข่ายได้ทั้งแบบมีสาย (Fiber-to-the-Home) และแบบไร้สาย citywide WiFi หรือ Noncellular IoT ได้ เพราะที่ผ่านมาการให้บริการผ่านผู้ให้บริการขนาดใหญ่ทั้งรัฐและเอกชน ได้มีการปักเสาพาดสาย หรือตั้งสถานีฐานภายในชุมชนต่างๆ แต่ประชาชนไม่สามารถเอาโครงข่ายมาใช้เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ได้จริง แต่ถ้าโครงข่ายบรอดแบนด์ทัองถิ่นเป็นของชุมชน จะสามารถบริหารจัดการเพื่อตอบสนองความต้องการ่ของแต่ละชุมชนที่มีความหลากหลาย”พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว

 

พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ในบ้านเราทีโอทีเป็นผู้ให้บริการภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ มีพนักงานจำนวนมากหมื่นกว่าราย และเป็นปัญหาที่ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายพนักงานเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ มีความพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเวลานาน และปัจจัยความเสี่ยงที่ความถี่ 2100MHz และ 2300MHz ที่นำไปให้ผู้ประกอบเอกชนนำไปใช้งานและนำมาเป็นส่วนแบ่งรายได้ โดยใบอนุญาตที่ทั้งสองความถี่กำลังจะหมดอายุลงภายในปี 2025 ซึ่งการลดขนาดของพนักงานขององค์กรให้ไปอยุ่ภายใต้ผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่นที่มีจำนวนหลายพันแห่ง ถ้ามีการเปิดอนุญาตให้มีประกอบการชนิดนี้ได้ รวมทั้งประสบการณ์ของคนทีโอทีจะสามารถไปเริ่มต้นการบริหารจัดการการให้บริการบรอดแบนด์แก่คนใจชุมชนได้ ประกอบกับผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่นจะต้องมีการว่าจ้างคนในท้องถิ่นเพื่อมาร่วมงานจะทำให้เกิดเศรษฐกิจชุมชนได้ รวมทั้งโครงข่ายที่เป็นของชุมชนสามารถจัดการให้ตอบสนองความต้องการในชุมชนได้เช่นเอามาเน้นเรื่อง Smart Farm สำหรับชุมชนที่มีการปลูกข้าวหรือการทำเกษตรเป็นหลัก หรือ Smart Fisherman สำหรับชุมชนชาวประมงซึ่งมีความต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตอบโจทย์ที่ตลาดต่างประเทศต้องการเข้ามาตรวจสอบถึงแหล่งที่มาสัตว์ทะเลที่จับได้

 

“ในอดีตที่ผ่านมามีการใช้โมเดลทั้งเน็ตประชารัฐ เน็ตชายขอบ ที่พยายามปิดช่องว่างดิจิทัล โดยให้ผู้ให้บริการขนาดใหญ่เป็นผู้ดำเนิการ แต่ผลตอบสนองไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นการพิจารณาบรอดแบนด์ท้องถิ่นอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและอาจมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ในแต่ละชุมชน”พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง