โควิด-19 : ผลสำรวจชี้คนอังกฤษ-อเมริกัน "กลุ้มจัด" ช่วงล็อกดาวน์ ส่วนคนไทยยังเป็นสุข

โควิด-19 : ผลสำรวจชี้คนอังกฤษ-อเมริกัน "กลุ้มจัด" ช่วงล็อกดาวน์ ส่วนคนไทยยังเป็นสุข
บีบีซี ไทย
5 พฤษภาคม 2563 ( 07:29 )
194
2
โควิด-19 : ผลสำรวจชี้คนอังกฤษ-อเมริกัน "กลุ้มจัด" ช่วงล็อกดาวน์ ส่วนคนไทยยังเป็นสุข

Reuters

 

ในห้วงเวลาที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตรการนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การจ้างงาน และประชาชน โดยองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้แล้วว่าคนทั่วโลกอาจต้องเผชิญความเครียดจากวิกฤตนี้

 

ที่อังกฤษเองเมื่อวานนี้ (4 พ.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เผยแพร่ผลสำรวจที่พบว่าคนในวัยผู้ใหญ่ เกือบครึ่งหนึ่งมีอาการ "กลัดกลุ้มอย่างหนัก" ในช่วงที่ประเทศดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ โดยสาเหตุมาจากความกังวลเรื่องสุขภาพ ความมั่นคงในการทำงานและการเลี้ยงดูครอบครัว

 

การสำรวจทางออนไลน์ของสมาคมจิตเวชอเมริกัน พบว่าราว 48% ของคนอเมริกันก็ตกที่นั่งเดียวกัน ขณะที่คนไทยแม้ผลสำรวจจะชี้ว่าคนจำนวนหนึ่งต้องมีรายได้ลดลงหรือไม่มีรายได้เลย แต่กรมสุขภาพจิตเชื่อว่าคนไทยยังมีความสุขและมีหวัง

 

การสำรวจภาวะความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษจัดทำเป็นรายสัปดาห์ในช่วงนี้พบว่าคนอายุมากกว่า 16 ปี กว่า 25 ล้านคนหรือ 49.6% มีความกลัดกลุ้ม "สูง" ตัวเลขนี้สูงกว่าเมื่อปลายปีที่แล้วสองเท่า โดยคนราว 2.6 ล้านคนจากจำนวนนี้อยู่ในข่ายกลัดกลุ้มอย่างหนัก และยอมรับว่าไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

 

มีคนอีกราว 8.6 ล้านคน ที่บอกว่ารายได้ลดลงไป โดยคนในกลุ่มนี้มีอาการกลัดกลุ้มมากกว่าปกติราว 16%

 

ขณะนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษจัดสำรวจทัศนคติและการใช้ชีวิตของประชาชนราว 1,500 คน เป็นรายสัปดาห์เพื่อดูว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลอย่างไรต่อประชาชน และนำตัวเลขที่ได้ไปเปรียบเทียบกับการสำรวจทำนองเดียวกันนี้ที่โดยปกติจะจัดทำเป็นรายเดือน

 

Reuters
คนไร้บ้านในกรุงลอนดอน

 

ลูซี ทิงคเลอร์ หัวหน้าทีมงานที่ดูแลด้านคุณภาพชีวิตของสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ บอกว่าตัวชี้วัดทุกตัวเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีซึ่งรวมถึงตัวชี้วัดด้านความกลัดกลุ้มและความสุขของคนในอังกฤษตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บสถิติมาในปี 2011

 

กรมสุขภาพจิตชี้คนไทยส่วนใหญ่ยังรู้สึกเป็นสุข มีความหวัง

เมื่อวันที่ 14 เม.ย. กรมสุขภาพจิตเปิดเผยผลการสำรวจทางออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่าง 1,500 คน โดยประมาณ 2 ใน 3 เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์และวันครอบครัวพบว่าร้อยละ 90 มีความสุขมากถึงมากที่สุดที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว คน 1 ใน 3 รู้สึกใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น และประมาณครึ่งหนึ่งรู้สึกเป็นห่วงกังวลเมื่อต้องเว้นระยะห่างระหว่างสมาชิกในครอบครัว โดยที่กลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 20 มองว่าครอบครัวมีความเครียดสูงถึงสูงมาก

 

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิตระบุในข่าวที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของกรมว่า ครอบครัวไทยส่วนใหญ่ลดความเครียดด้วยการสอบถามความสุขความทุกข์กันเอง รักษากิจวัตรประจำวันให้คงที่ อย่างการกินนอนเป็นเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ และคนมากกว่าร้อยละ 97 เห็นว่าครอบครัวของตนร่วมแก้ปัญหาเป็นทีมเดียวกัน และเชื่อมั่นว่าครอบครัวจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ซึ่งสะท้อนว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังรู้สึกเป็นสุขและมีความหวังแม้จะเผชิญวิกฤติในขณะนี้

 

ล่าสุดอธิบดีกรมสุขภาพจิตแนะให้คนไทยดึงพลัง "อึด ฮึด สู้" ที่มีอยู่ในตัวเองออกมาใช้เพื่อจะสามารถ ก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้ และแนะนำผู้ที่ "พลังหมด" ให้ใช้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323

 

EPA

 

คนไทยเกินครึ่งมีรายได้ลดลง

ในช่วงกลางเดือนเมษายนที่กรมสุขภาพจิตชี้ว่าคนไทยยังมีความสุขดี ในเวลาเดียวกันนั้นกรมฯ และสำนักงานสถิติแห่งชาติยังได้รายงานผลสำรวจรายสัปดาห์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรการ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ โดยผลสำรวจสัปดาห์ที่ 1 (จัดทำระหว่างวันที่ 2-8 เม.ย.) พบว่าคนราว 30% จาก 47,144 คน ที่เข้าร่วมในการสำรวจนี้บอกว่ามีรายได้ลดลง และ 12.0% บอกว่าไม่มีรายได้เลย

 

ตัวเลขนี้ยังได้เปลี่ยนแปลงสูงขึ้นในการสำรวจสัปดาห์ที่ 2 (จัดทำระหว่างวันที่ 9-15 เม.ย.) ซึ่งมีผู้ร่วมในการสำรวจ 11,765 คน พบว่าคนราว 32.5% บอกว่ามีรายได้ลดลงและ 12.6% บอกว่าไม่มีรายได้เลย แต่ 3 ใน 4 ของคนกลุ่มนี้ยังเชื่อว่ามาตรการล็อกดาวน์จะลดการระบาดของโรคได้อย่างมาก

 

EPA
กรมสุขภาพจิตเชื่อว่าคนไทยลดความเครียดด้วยการสอบถามทุกข์สุขกันเอง รักษากิจวัตรประจำวันให้คงที่

 

ในการสำรวจสัปดาห์ที่ 3 ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 16-22 เม.ย. ซึ่งมีผู้ร่วมในการสำรวจราว 22,357 คน พบว่าคนเกินครึ่งหนึ่งคือ 52.1% บอกว่ามีรายได้ลดลงและ 57.5% บอกว่ามีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่การสำรวจในสัปดาห์นี้ไม่ได้ระบุสัดส่วนผู้ที่ไม่มีรายได้เลย

 

ในช่วงเดียวกันนั้นกลุ่มนักวิชาการได้เผยแพร่ผลการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตและคนฆ่าตัวตายจากไวรัสโควิด-19 โดยชี้ว่าความเหลื่อมล้ำได้ทำให้คนยากจนทุกข์ยากมากขึ้นและต้องหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย ขณะที่กรมสุขภาพจิตคาดการณ์ว่าในปี 2563 ตัวเลขการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอาจสูงมากขึ้น กว่าค่าเฉลี่ยในทุกปีตามกลไกทางจิตวิทยาสังคมที่อยู่ในภาวะวิกฤต

 

นับตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.รัฐบาลมีคำสั่งผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มเพื่อจำกัดการแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หลังพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่มีจำนวนน้อยลง แต่การสำรวจของกรมสุขภาพจิตและสำนักงานสถิติแห่งชาติ สัปดาห์ที่ 4 (ระหว่างวันที่ 23-30 เม.ย.) พบว่าคนเกือบครึ่งหนึ่ง (49.1%) จาก 18,599 คน ไม่คิดว่าจังหวัดของตัวเองพร้อมปลดล็อกดาวน์

 

คนอเมริกันกลุ้มไม่แพ้คนอังกฤษ

ข้ามไปดูข้อมูลในฝั่งอเมริกากันบ้าง เมื่อปลายเดือนมีนาคมสมาคมจิตเวชอเมริกันเผยแพร่ผลสำรวจ ทางออนไลน์ชาวอเมริกัน1,004 คน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งหรือราว 48% มีความกลัดกลุ้มกังวลว่าจะติดโรคโควิด-19 และเกือบ 40% กลัวว่าจะป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคนี้ แต่คนจำนวนมากกว่านั้นคือราว 62% เป็นห่วงว่าคนในครอบครัวหรือคนที่รักจะติดโรคโควิด-19

 

EPA
คนอเมริกันในรัฐแคลิฟอร์เนียเรียกร้องให้ปลดมาตรการล็อกดาวน์

 

ผลสำรวจยังชี้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนอเมริกันมากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 36% บอกว่าโรคนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสุขภาพจิต และคนส่วนใหญ่คือราว 59% รู้สึกว่ากระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 57% ห่วงว่าจะได้รับผลกระทบทางการเงิน และราว 68% เกรงว่าโรคนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

ในสหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 แล้วกว่า 67,000 คน ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจะสูงถึง 1 แสนคน เขาตั้งความหวังว่าจะมีวัคซีนมาใช้ป้องกันโรคนี้ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่ากว่าจะมีวัคซีนพร้อมใช้งาน ก็ต้องรอต่อไปอีกอย่างน้อย 12-18 เดือน

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง