รีเซต

เปิดใจลูกเรือไทย เล่านาทีระทึกถูกโจมตี IRGC ระบุเรือไทยเพิกเฉยคำเตือน ?

เปิดใจลูกเรือไทย เล่านาทีระทึกถูกโจมตี IRGC ระบุเรือไทยเพิกเฉยคำเตือน ?
TNN ช่อง16
21 มีนาคม 2569 ( 13:36 )
5

“ผมเพิ่งได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น มีเสียงระเบิดดังสองครั้งติดกัน ห่างกันประมาณสองวินาทีเท่านั้น”

“พอเราถูกโจมตี เราไม่รู้เลยว่ากระสุนมาจากไหน ใครเป็นคนยิง หรือมีเรือรบอยู่แถวนั้นไหม ไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอก ทุกคนวิ่งตรงไปที่ห้องควบคุมเรือทันที”


นี่คือคำบอกเล่าของ นาย “สมุทร” (นามสมมติ) ชาวไทยหนึ่งในลูกเรือ 23 คนบนเรือบรรทุกสินค้าติดธงชาติไทย “มยุรีนารี” เปิดใจกับสำนักข่าว CNN เล่าเหตุการณ์ระทึกที่เขาและลูกเรือคนอื่น ๆ บนเรือต้องเผชิญขณะถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ของอิหร่านประกาศกร้าว “จะยิงเรือทุกลำ” ที่เข้ามาในพื้นที่นี้ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงดุเดือด

นายสมุทร ที่ใช้นามสมมติเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเอง เล่าด้วยว่า เมื่อเกิดการโจมตีเสียงสัญญาณเตือนในเรือได้ดังขึ้นจากนั้นควันก็ลอยปกคลุมไปทั่วทุกทางเดินของเรือและทำให้เรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั้งลำตกอยู่ในความมืดชั่วขณะ ก่อนที่ระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินจะเริ่มทำงาน และเมื่อทุกคนวิ่งตรงไปที่ห้องควบคุมเรือ กัปตันของเรือมยุรีนารีได้เช็คจำนวนลูกเรือจนกระทั่งพบว่ามีคนหายไป 3 คน 


แล้ว 3 คนนี้หายไปไหน ?

การค้นหาเกิดขึ้นจนทราบว่าทั้ง 3 คน ได้หลบซ่อนอยู่บริเวณห้องเครื่องยนต์ภายในเรือ ซึ่งเป็นจุดที่กำลังเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรงจากการโจมตี และหนึ่งใน 3 คน นั้นก็คือ “นายชวลิต ไชยวงศ์” ชาวไทยอายุ 35 ปี จากจังหวัดตาก ผู้รับหน้าที่เป็นนายช่างเครื่องประจำเรือมยุรีนารี ซึ่งทำงานในทะเลมานานกว่า 10 ปี เช่นเดียวกับนายสมุทรที่ใช้นามสมมติ คุณชวลิต ก็มีความกังวลเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแห่งนี้ในช่วงเวลาที่ตะวันออกกลางยังลุกเป็นไฟ 

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการควบคุมเส้นทางน่านน้ำบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์และเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญของโลก ซึ่งนอกจากคำขู่อิหร่านได้ปฏิบัติจริงมีการโจมตีเรือหลายลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เรือมยุรีนารี ถูกโจมตีและจากสถานการณ์ดังกล่าวก็ทำให้เรือมยุรีนารี ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าขนาดยาว 180 เมตร ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และต้องทอดสมออยู่ใกล้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

ด้านคุณสุชาวดี มะหลีแก้ว เปิดเผยเรื่องราวที่เธอได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับคุณชวลิต สามีของเธอว่า คุณชวลิตและลูกเรือคนอื่น “ได้ยินเสียง” จรวดยิงสวนกันไปมาบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของพวกเขา แต่ที่น่ากังวลคือคนบนเรือไม่สามารถมองเห็นจรวดเหล่านั้นได้จริง ๆ ว่าพวกมันมาจากไหน หรือใครเป็นคนยิง คุณสุชาวดียังเล่าด้วยว่าในช่วงไม่กี่วันก่อนการโจมตี สามีของเธอบอกกับเธอว่าเขาเห็น “โดรน” บินวนอยู่รอบ ๆ เรือลำนี้เหมือนกับกำลังสำรวจเรืออยู่ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งเรือถูกโจมตีในอีกไม่กี่วันต่อมา 

วันที่ 10 มีนาคม บริษัท Precious Shipping เจ้าของเรือมยุรีนารี ตัดสินใจให้เรือของตนแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะอยู่ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองกันดลา เมืองท่าทางตะวันตกของอินเดีย ซึ่งในตอนนั้นเรือยังคงว่างเปล่าเพื่อเตรียมความพร้อมจะไปรับ “ข้าวสาร” จำนวนมากจากที่นั่น 

CNN รายงานว่าในช่วงเวลาปกติที่ไม่มีสงคราม การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่คับแคบแห่งนี้ต้องอาศัยทักษะในการเดินเรืออย่างสูงอยู่แล้ว แต่การเดินทางครั้งนี้ยิ่งเป็นบททดสอบความสามารถของกัปตันอย่างหนัก โดยมีรายงานว่าบริษัท Precious Shipping ได้สั่งให้กัปตันออกจากจุดทอดสมอในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนและให้เดินเรือด้วยความเร็วปกติพร้อมทั้ง “ปิดไฟ” ที่ไม่จำเป็นและส่งสัญญาณให้อิหร่านหรือใครก็ตามที่อาจโจมตีเรือเห็นชัดเจนว่าเรือลำนี้เป็นเรือสัญชาติไทยด้วยการ  “ชักธงชาติไทย” ให้เด่นชัด

นอกจากนี้ บริษัท Precious Shipping ยังได้สั่งให้กัปตันเรือรายงานความเคลื่อนไหวทุก ๆ 30 นาทีผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp รวมถึงแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดเส้นทางการเดินเรือ ซึ่งจากการคาดการณ์ของบริษัทในขณะนั้นเรือมยุรีนารีมีกำหนดจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซในเวลาประมาณ 07.00 น. 

บริษัท Precious Shipping ระบุในแถลงการณ์หลังเกิดเหตุว่า ก่อนออกเดินทางบริษัทได้ทำการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน โดยหารือร่วมกับที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยทางทะเลระดับมืออาชีพ บริษัทประกันภัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ และจากข้อมูลรวมถึงและคำแนะนำด้านความปลอดภัยทางทะเลที่มีอยู่ในขณะนั้นก็สามารถประเมินได้ว่าเรือลำดังกล่าวเหมาะสมที่จะเดินทางผ่านเส้นทางนี้โดยมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมรองรับ

แต่ที่เลี่ยงไม่ได้คือขวัญกำลังใจของลูกเรือทุกคนที่ “หวาดกลัว” เมื่อรู้ว่าพวกเขากำลังต้องเดินทางไปกับเรือลำนี้ผ่านเส้นทางที่กำลังมีสงครามเกิดขึ้นอยู่ 

นายสมุทร (นามสมมติ) เปิดใจกับ CNN ว่า “ผมไม่แน่ใจทั้งหมด แต่คิดว่าพวกเขาจะให้เราออกเดินทาง เพราะถ้าเรือยังจอดทอดสมออยู่ มันก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน” 

นายสมุทร (นามสมมติ) ยังกล่าวด้วยว่า “พวกเขาย้ำตลอดว่าอยากให้เรือออกจากพื้นที่สงครามให้เร็วที่สุดแต่ประเด็นคือการจะออกไปได้เราต้องแล่นผ่านจุดที่อันตรายที่สุดพอดี”

แต่ CNN ได้อ้างถึงอีเมล์ที่ “คาลิด ฮาชิม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Precious Shipping ส่งถึง CNN ที่ระบุว่า เนื่องจากเรือลำนี้อยู่ภายใต้สัญญาเช่าแบบกำหนดระยะเวลา “เรือจึงสามารถรอได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับบริษัท” เขายังระบุด้วยว่า “เราไม่ได้เร่งรีบที่จะนำเรือออกจากพื้นที่” แต่จากตำแหน่งของเรือ “มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกกระสุนหรืออาวุธที่ถูกยิงกันเป็นประจำพุ่งมาโดนได้”

CNN ยังเปิดเผยถึงเอกสารที่บริษัท Precious Shipping ได้ให้ลูกเรือทุกคนลงนามยินยอมรับทราบถึง “ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น” จากสงครามในภูมิภาคและระบุว่าพวกเขาเข้าใจการตัดสินใจของผู้บริหารในการให้เรือเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว 

และจากประเด็นนี้ นายสมุทร (นามสมมติ) ได้ยืนยันว่า มีการเรียกประชุมจริงแต่ลูกเรือแทบไม่มีทางเลือก โดยนายสมุทรเรียกการลงนามและการประชุมนี้ว่า... 

“มันเหมือนกับว่าคุณจะอยู่กับเรือต่อ หรือไม่ก็ไม่ต้องอยู่อีก” 

เช่นเดียวกับคำบอกเล่าของคุณสุชาวดี ภรรยาของคุณชวลิตที่กล่าวว่า สามีของเธอ “ไม่อยากเดินทางไปเลย” แต่สามีของเธอก็บอกด้วยว่าเหมือนมีเขาคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น” และพวกเขาก็กำลังตัดสินใจว่าหากลูกเรือส่วนใหญ่ตกลงที่จะเดินทาง เขาก็จะยอมเดินทางไปด้วย 

อิหร่านกล่าวเรือไทย “เพิกเฉยต่อคำเตือน” ?

ตามคำสั่งของกัปตันลูกเรือได้ละทิ้งเรือและอพยพลงเรือชูชีพก่อนจะได้รับการช่วยเหลือโดยกองทัพเรือโอมานและถูกนำตัวไปยังเมืองคาซาบซึ่งตั้งอยู่ติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่รายงานของสำนักข่าว Fars News ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กล่าวว่าเรือมยุรีนารีได้ “เพิกเฉยต่อคำเตือน” และพยายามฝ่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “อย่างผิดกฎหมาย” จึงเป็นเหตุให้ต้องโจมตี เช่นเดียวกับเรืออีกลำที่ติดธงชาติไลบีเรีย ก็ถูกโจมตีจากฝั่งอิหร่านในเช้าวันเดียวกัน

ขณะที่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Precious Shipping กล่าวว่า “หลังเกิดเหตุเรือกำลังลอยเคว้งอยู่ เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมถึงแรงระเบิดที่เกิดขึ้นกระแทกบริเวณท้ายเรือ ใต้ห้องเครื่องยนต์โดยตรง ทำให้ไม่มีพลังงานไฟฟ้าบนเรือ”

จากคำกล่าวนี้สามารถบ่งบอกได้ว่า ระบบระบุตำแหน่งอัตโนมัติ หรือ AIS ซึ่งปกติจะส่งสัญญาณบอกตำแหน่งของเรือ “ไม่สามารถใช้งานได้” ซึ่งสัญญาณติดตามเรือส่งข้อมูลครั้งสุดท้ายไม่นานหลังจากการโจมตี

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง