TISCO กระจายพอร์ตสู่อีวี ร่วมจัมพ์เป้า ROE 15–17%

#TISCO #ทันหุ้น - TISCO ตามติดราคาน้ำมัน รับกระทบลูกค้า แต่กระจายเสี่ยงสู่อีวีสัดส่วนแตะ 36% ของพอร์ต ชี้ยืดหยุ่นยังตั้งสำรอง คงปล่อยกู้ถ่านหินแต่ต้องผ่านเกณฑ์สิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าเข้าร่วมโครงการ JUMP+ วางเป้าหมายรักษา ROE ให้อยู่ในระดับ 15–17% ภายในปี 2571 ชี้แม้จะมีอัตราการจ่ายปันผลสูง แต่เงินเพียงพอขยายธุรกิจใหม่
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ทีมบริหารความเสี่ยงได้เฝ้าติดตามผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาน้ำมันซึ่งหากเพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.8% และอาจทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.3% รวมถึงกระทบต่อความสามารถในการจ่ายหนี้โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ของลูกค้าโดยตรง แต่ธนาคารได้กระจายความเสี่ยงไปยังสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 35-36% ของพอร์ต
ธนาคารยังมองว่าพลังงานแบบดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน หรือพลังงานประเภทอื่นๆ ยังเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในพอร์ตของธนาคารยังสัดส่วนธุรกิจพลังงานแบบเก่าอยู่ แต่ต้องผ่านมาตรฐานการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
@ ยืดหยุ่นตั้งสำรอง
ในส่วนการตั้งสำรองธนาคารยังมีความยืดหยุ่น โดยมีการปรับทั้งในส่วนของภาระสำรองที่จะต้องตั้งไว้สำหรับอนาคต และการปรับเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อสำหรับสินเชื่อใหม่ที่เข้ามา ซึ่งได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีความระมัดระวัง รวมถึงควบคุมระดับการตั้งสำรองไม่ให้สูงเกินไป
ขณะที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง เป็นผลดีต่อธนาคารเนื่องจากพอร์ตสินเชื่อกว่า 70% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fix Rate) ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) กว้างขึ้น และเป็นผลดีต่อบริษัทในการรองรับต้นทุนความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
@ ร่วมจัมพ์พลัสเน้น ROE 15-17%
ทั้งนี้กลุ่มทิสโก้ได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Up) ให้กับบริษัทจดทะเบียนและยกระดับการเติบโตสู่มูลค่าที่แท้จริง และได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเห็นความมุ่งมั่นของผู้บริหาร
ซึ่งกลุ่มทิสโก้ได้ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ให้อยู่ในระดับ 15–17% ภายในปี 2571 อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ปัจจุบันธนาคารมีระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมากพอประมาณ 20% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับระบบธนาคารโดยรวม
ทำให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารจัดการเงินทุนและผลตอบแทน ถ้าหากธนาคารทำ ROE ได้ที่ 15% และมีอัตราการจ่ายปันผลสูงถึง 90% ธนาคารจะยังคงมีเงินส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.5% จากฐานส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อนำกลับไปเติมเป็นเงินกองทุน ซึ่งเงินกองทุนที่เหลือจากการปันผลเพียงพอสำหรับการขยายธุรกิจตามปกติ รวมถึงรอคอยโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
โดยยังคงมุ่งเน้นการเติบโตทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยที่มีสัดส่วน 70% และรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีสัดส่วน 30% โดยเฉพาะธุรกิจในตลาดทุนที่เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ซึ่งมีรายได้หลักจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ละสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ภายใต้แบรนด์ "สมหวัง เงินสั่งได้" รวมถึงสินเชื่อรถจักรยานยนต์ โดยในปัจจุบันธุรกิจเช่าซื้ออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
