รีเซต

ฤดูเกสรยาวขึ้นเพราะโลกร้อน นักวิจัยเตือนยุโรป เผชิญ “วิกฤตภูมิแพ้” หนักขึ้น

ฤดูเกสรยาวขึ้นเพราะโลกร้อน นักวิจัยเตือนยุโรป เผชิญ “วิกฤตภูมิแพ้” หนักขึ้น
TNN ช่อง16
24 เมษายน 2569 ( 11:00 )
14

รายงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ “ฤดูเกสรดอกไม้” ในสหราชอาณาจักรและยุโรปแผ่นดินใหญ่ยาวนานขึ้น โดยเริ่มเร็วขึ้นประมาณ 1–2 สัปดาห์เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1990 ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญอาการภูมิแพ้ที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น


งานศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ระบุว่า สภาพอากาศที่อุ่นขึ้นและระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูง ช่วยกระตุ้นให้พืชผลิตเกสรจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้เกสร มีอาการตั้งแต่ระคายเคืองเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงถึงชีวิต


ผลการศึกษาพบว่า ฤดูเกสรของต้นเบิร์ช อัลเดอร์ และมะกอก ในช่วงปี 2015–2024 เริ่มต้นเร็วกว่าช่วงปี 1991–2000 ประมาณ 1–2 สัปดาห์ และในบางพื้นที่ เช่น ทางตอนใต้ของอังกฤษ ฝรั่งเศสตอนเหนือ เยอรมนี และยุโรปตะวันออก ความรุนแรงของเกสรจากต้นเบิร์ชและอัลเดอร์เพิ่มขึ้นถึง 15–20%


นักวิจัยระบุว่า แม้ผลกระทบนี้อาจไม่รุนแรงเทียบเท่าน้ำท่วมหรือไฟป่า แต่กลับส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนนับสิบล้านคนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและมีแนวโน้มแย่ลงเรื่อย ๆ


นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับพืชต่างถิ่นรุกราน เช่น แอมโบรเซีย ซึ่งคาดว่าจะขยายพันธุ์ในยุโรปมากขึ้น และกลายเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญในอนาคต เนื่องจากเกสรของพืชชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรง


รายงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศในยุโรป โดยมีนักวิจัย 65 คนจาก 46 สถาบันวิชาการและหน่วยงานของสหประชาชาติร่วมจัดทำ ซึ่งติดตามตัวชี้วัดด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพรวม 43 รายการ


นอกจากปัญหาเกสรดอกไม้แล้ว รายงานยังพบว่า อัตราการเสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 52 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และการแจ้งเตือนภัยคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ขณะที่ความเสี่ยงของโรคติดเชื้อ เช่น ไข้เลือดออก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา


ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ 983 จาก 1,435 แห่งในยุโรปยังเผชิญภาวะแห้งแล้งในระดับรุนแรงเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วง 40 ปีก่อนหน้า นักวิจัยจึงเรียกร้องให้เร่งปรับตัวต่อโลกที่ร้อนขึ้น เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่เพียงช่วยลดโลกร้อน แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนในระยะสั้นและระยะยาว


อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุข่าวดีบางประการ เช่น อัตราการเสียชีวิตจากมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กจากภาคขนส่งในสหภาพยุโรปลดลง 58% ระหว่างปี 2000–2022 และมลพิษจากการผลิตไฟฟ้าลดลงถึง 84% สะท้อนให้เห็นว่าการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างชัดเจน


ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้หน้าต่างแห่งโอกาสในการแก้ไขปัญหาจะเริ่มแคบลง แต่ยุโรปยังมีโอกาสปกป้องสุขภาพของประชาชน หากเร่งดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขอย่างจริงจังในเวลานี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง