"Apple" เลิกขาย Mac mini รุ่น 256GB พิษชิปขาดแคลน

Apple (แอปเปิล) ประกาศยุติการจำหน่าย Mac mini รุ่นความจุ 256GB อย่างเป็นทางการทั่วโลก ส่งผลให้ราคาเริ่มต้นของเดสก์ท็อปรุ่นเล็กของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยในสหรัฐ ราคาเริ่มต้นใหม่ของ Mac mini ที่ใช้ชิป M4 พร้อม RAM 16GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 512GB อยู่ที่ 799 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ผู้บริโภคสามารถซื้อรุ่น 256GB ได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 599 ดอลลาร์
แม้รุ่น 512GB จะมีราคา 799 ดอลลาร์อยู่แล้วก่อนหน้านี้ แต่การถอดตัวเลือก 256GB ออกจากระบบ ทำให้ลูกค้าที่ต้องการ Mac mini ราคาประหยัด ไม่สามารถซื้อเครื่องใหม่จากแอปเปิลในระดับราคาเดิมได้อีกต่อไป
ด้านรุ่นที่ใช้ชิป M4 Pro ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเดิมก็เริ่มต้นที่ความจุ 512GB อยู่แล้ว ทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านราคาในกลุ่มดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้งานเริ่มสังเกตเห็นว่า Mac mini รุ่น 256GB ไม่สามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และล่าสุดแอปเปิลได้ถอดรุ่นดังกล่าวออกจากหน้าเว็บไซต์คอนฟิกเครื่องโดยสมบูรณ์ ขณะที่บริษัทยังไม่ได้ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความต้องการคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับงาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล ยอมรับระหว่างการประชุมนักลงทุนล่าสุดว่า ทั้ง Mac mini และ Mac Studio กำลังเผชิญปัญหาสินค้าตึงตัว และอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานจะกลับคืนมา
คุกระบุว่า Mac ทั้งสองรุ่นกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับงานด้าน AI และ Agentic AI หรือระบบ AI ที่สามารถทำงานและตัดสินใจเชิงอัตโนมัติได้ ส่งผลให้ความต้องการสูงกว่าที่บริษัทประเมินไว้มาก
ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม แอปเปิลก็เพิ่งยุติการจำหน่าย Mac Studio รุ่น RAM 512GB เช่นกัน สะท้อนว่า บริษัทกำลังบริหารทรัพยากรด้านหน่วยความจำอย่างเข้มงวดมากขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญมาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก หลังบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ AI จำนวนมหาศาล ทำให้ความต้องการ DRAM และ NAND Flash เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทิม คุก ยอมรับว่า แอปเปิลกำลังเผชิญต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในไตรมาสปัจจุบัน และอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องตัดสินใจปรับไลน์สินค้า รวมถึงลดตัวเลือกสเปกบางรุ่นออกจากตลาด
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า กระแส AI ไม่ได้ส่งผลเฉพาะการแข่งขันด้านซอฟต์แวร์หรือชิปประมวลผลเท่านั้น แต่เริ่มลุกลามไปถึงตลาดคอมพิวเตอร์ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งในด้านราคา สินค้าคงคลัง และต้นทุนฮาร์ดแวร์ ซึ่งผู้บริโภคทั่วโลกอาจต้องเผชิญกับอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีราคาแพงขึ้นในระยะต่อจากนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
