รีเซต

งานวิจัยเฉลยแล้ว! ทำไมเพื่อนโดน"ยุงกัด" แต่คุณกลับ "รอดคนเดียว!"

งานวิจัยเฉลยแล้ว! ทำไมเพื่อนโดน"ยุงกัด" แต่คุณกลับ "รอดคนเดียว!"
TNN ช่อง16
22 ตุลาคม 2569 ( 12:36 )
9

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า


ทำไมบางคนยุงไม่ค่อยกัด? เมื่อจุลินทรีย์บนผิวหนังสร้างเกราะป้องกันธรรมชาติด้วยกลิ่น

หลายคนคงเคยสังเกตว่า เมื่ออยู่ในสถานที่เดียวกัน บางคนมักจะตกเป็นเป้าหมายและถูกยุงกัดอยู่เสมอ ในขณะที่บางคนแทบไม่ถูกยุงรบกวนเลย ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยสำคัญมาจากกลิ่นเฉพาะตัวบนผิวหนังของแต่ละบุคคล ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญญาณนำทางให้ยุงออกล่าเหยื่อ  


งานวิจัยนี้ใน Nature Communications ได้ค้นพบหลักฐานที่อธิบายว่า จุลินทรีย์ประจำถิ่นบนผิวหนังมีบทบาทโดยตรงในการปรับเปลี่ยนสารระเหยที่ผิวหนัง และช่วยลดแรงดึงดูดต่อยุงได้  ทีมวิจัยได้เริ่มต้นจากการทดสอบการดึงดูดยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดี และแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองออกเป็นกลุ่มที่ดึงดูดยุงมากและกลุ่มที่ดึงดูดยุงน้อย 


เมื่อนำตัวอย่างจุลินทรีย์บนผิวหนังของทั้งสองกลุ่มไปตรวจวิเคราะห์ลำดับสารพันธุกรรมแบบ Metagenomics พบว่า ผู้ที่ไม่ค่อยถูกยุงกัดมีลักษณะเฉพาะทางชีวภาพที่โดดเด่น คือ มีสัดส่วนของแบคทีเรียในกลุ่ม Bacillus โดยเฉพาะสายพันธุ์ Bacillus licheniformis และ Bacillus paralicheniformis ในปริมาณที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกัน ผู้ที่ดึงดูดยุงมากกลับพบแบคทีเรียชนิดอื่น เช่น Staphylococcus epidermidis หนาแน่นกว่า


เพื่อพิสูจน์ว่าแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus เป็นสาเหตุที่ช่วยลดการดึงดูดยุงจริงหรือไม่ ทีมผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองนำเชื้อ Bacillus ในรูปแบบสารแขวนลอยเข้มข้น ไปทาลงบนผิวหนังบริเวณหลังของลิงแสม ต่อเนื่องกันเป็นเวลาสามวัน ซึ่งลิงชนิดนี้มีสภาพนิเวศและจุลินทรีย์บนผิวหนังใกล้เคียงกับมนุษย์ การติดตามผลพฤติกรรมของยุงลายบ้าน ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ยุงมีความสนใจและบินเข้าหาผิวหนังบริเวณที่ได้รับการเสริมแบคทีเรีย Bacillus ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 


โดยค่าดัชนีการดึงดูดยุง (Relative Population Index หรือ RPI) ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การตรวจในวันที่ 2, วันที่ 5 จนถึงวันที่ 8 หลังการทดสอบโดยไม่มีการลดทอนประสิทธิภาพ 

ในเชิงกลไกการทำงาน การวิเคราะห์ทาง Metabolomics ร่วมกับข้อมูลทางพันธุกรรมชี้ชัดว่า การตั้งรกรากของ Bacillus ได้เข้าไปปรับโครงสร้างระบบนิเวศและจัดระเบียบสารเคมีระเหยง่าย (VOCs) บนผิวหนังใหม่ทั้งหมด โดย Bacillus เข้าไปแย่งชิงพื้นที่และกดการเติบโตของแบคทีเรียดั้งเดิมอย่าง S. epidermidis และ Acinetobacter chengduensis ซึ่งเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มักผลิตกรดไขมันโมเลกุลเล็กที่ดึงดูดยุง


 พร้อมกันนั้น ยีนเมแทบอลิซึมของ Bacillus เองได้กระตุ้นวิถีการสังเคราะห์สารกลุ่มใหม่ที่มีฤทธิ์ไล่ยุงตามธรรมชาติขึ้นมาแทนที่ สารสำคัญที่พบว่ามีปริมาณพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ p-Cresol, Decanoic acid, 2-Chloroethyl benzoate และ N,N-Dibutylformamide ซึ่งเมื่อนำสารบริสุทธิ์ทั้งสี่ชนิดไปทดสอบจริงในแบบจำลองหนูทดลอง พบว่าทุกสารออกฤทธิ์ไล่ยุงได้ตามระดับความเข้มข้น สารส่วนใหญ่สามารถให้ระยะเวลาการป้องกันยุงกัดได้ยาวนานเกินกว่า 4 ชั่วโมงตามเกณฑ์มาตรฐานของสารไล่ยุงทั่วไป ขณะที่ Decanoic acid มีอัตราการคงอยู่ของประสิทธิภาพการไล่ยุงที่ยาวนานและเสื่อมฤทธิ์ช้าที่สุด


ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)


งานวิจัยชิ้นนี้ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Skin Probiotic Defense ซึ่งมองผิวหนังเป็นระบบนิเวศทางเคมีที่มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กทำงานร่วมกัน แม้ว่าการศึกษาในปัจจุบันต้องอาศัยการวิจัยต่อยอดในมนุษย์ รวมถึงการทดสอบกับยุงสายพันธุ์อื่น เช่น ยุงก้นปล่องหรือยุงรำคาญ แต่การค้นพบนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงชีวภาพจากจุลินทรีย์ ซึ่งปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะได้


ข้อมูลจากเพจ " Anan Jongkaewwattana"

https://www.facebook.com/anan.jongkaewwattana/posts/pfbid02S33Kvk8RrSHwSMJ3t2wD88tHVA1Wa6XGwq6WDmR7eKWzqDJznnmcbNhHRR8h2Mwrl



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง