สยบ "ฝีดาษลิง" อยู่หมัด! นักวิจัยสหรัฐฯ พบ "แอนติบอดีคู่ใหม่" ป้องกันฝีดาษลิงได้ 100% ในสัตว์ทดลอง

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" ระบุว่า
พบแอนติบอดีคู่ใหม่ ปลดล็อกกุญแจสำคัญสู่การรักษาและวัคซีนฝีดาษลิง
วันนี้พบคนพูดถึงผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงหรือ Mpox ที่ปรากฏในพื้นที่สื่อและสร้างความกังวลใจให้สังคมไทยอีกครั้ง คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ เราพร้อมรับมือกับโรคนี้มากน้อยเพียงใด เพราะในความเป็นจริง เรายังแทบไม่มียารักษาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูง ยาต้านไวรัสอย่าง Tecovirimat ที่เคยนำมาใช้ในผู้ป่วยอาการหนักกลับเริ่มแสดงให้เห็นในงานวิจัยทางคลินิกระยะหลังว่าไม่ได้ช่วยเร่งการหายของโรคได้อย่างที่คาด
ขณะที่วัคซีนรุ่นปัจจุบันระดับภูมิคุ้มกันก็มักจะลดลงค่อนข้างเร็วในกลุ่มคนที่เกิดหลังยุคสิ้นสุดการปลูกฝีดาษคน ความหวังใหม่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science Immunology โดยทีมวิจัยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ค้นพบแอนติบอดีคู่ใหม่ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น และอาจเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาทั้งยารักษาและวัคซีนในอนาคต
ความน่าสนใจของงานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการย้อนเวลากลับไปสำรวจคลังแอนติบอดีของมนุษย์ที่เก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่ยุค 1990 ซึ่งเป็นตัวอย่างเลือดจากผู้ที่เคยได้รับการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษในอดีต เนื่องจากไวรัสฝีดาษจัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน ร่างกายของผู้ที่เคยปลูกฝีจึงยังคงซ่อน "พิมพ์เขียว" ของภูมิคุ้มกันที่คงทนและสามารถจดจำโครงสร้างโปรตีนของไวรัสข้ามสายพันธุ์เอาไว้ได้
ทีมวิจัยได้มุ่งเป้าไปที่อนุภาคไวรัสชนิดที่หุ้มด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ชั้นนอก หรือ Enveloped Virion ซึ่งไวรัสจะใช้เป็นเกราะกำบังและเป็นหัวหอกสำคัญในการแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วระหว่างเซลล์ภายในร่างกาย โดยเลือกคัดแยกแอนติบอดีที่จับกับโปรตีนสองชนิดบนเยื่อหุ้มดังกล่าว คือโปรตีน A35 และ B6
ผลการศึกษาระดับโครงสร้างสามมิติพบว่า แอนติบอดีตัวแทนสองตัว ได้แก่ A35-Ab17 และ B6-Ab15 สามารถเข้าจับกับบริเวณจำเพาะบนผิวโปรตีนไวรัสที่ไม่เคยมีใครค้นพบและทำแผนที่มาก่อน โดย A35-Ab17 เข้าจับกับส่วนห่วงยื่นของโปรตีน A35 ซึ่งเป็นจุดที่ไวรัสใช้เกาะกับเซลล์เจ้าบ้าน ส่วน B6-Ab15 เข้าจับกับโดเมนเดี่ยวส่วนปลายสุดของโปรตีน B6 ได้อย่างแน่นหนา ที่สำคัญคือ บริเวณจำเพาะเหล่านี้มีโครงสร้างที่คงที่และอนุรักษ์ไว้อย่างสูงในไวรัสกลุ่มฝีดาษเกือบทุกสายพันธุ์
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของงานวิจัยนี้เกิดขึ้นเมื่อนำแอนติบอดีทั้งสองชนิดมาใช้ร่วมกันในการทดสอบกับแบบจำลองสัตว์ทดลองที่ได้รับเชื้อไวรัสในปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ในอดีตเชื่อว่าการป้องกันไวรัสกลุ่มนี้ให้ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องผสมผสานแอนติบอดีที่จัดการทั้งไวรัสรูปฟอร์มแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนและไวรัสรูปฟอร์มแพร่กระจายในร่างกายพร้อมกัน แต่การผสมแอนติบอดีคู่ใหม่นี้ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ไวรัสรูปฟอร์มแพร่กระจายในร่างกายเพียงอย่างเดียว กลับให้ผลลัพธ์แบบเสริมฤทธิ์กันอย่างสมบูรณ์แบบ
สัตว์ทดลองที่ได้รับแอนติบอดีผสมมีอัตราการรอดชีวิตเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาการป่วยหรือน้ำหนักตัวลดลงเลยแม้แต่น้อย และปริมาณไวรัสในอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด สมอง และรังไข่ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในการยับยั้งการกระจายตัวของไวรัสโดยตรงและการดึงเอาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้ามาร่วมทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ
ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดจากงานวิจัยนี้คือการต่อยอดไปสู่การแก้ปัญหาฝีดาษลิงได้อย่างเป็นรูปธรรม ในระยะสั้น โครงสร้างโมเลกุลที่ค้นพบสามารถนำไปพัฒนาเป็นยาชีววัตถุประเภทโมโนโคลนอลแอนติบอดีค็อกเทล เพื่อใช้รักษาผู้ป่วย Mpox อาการหนัก หรือใช้ฉีดเพื่อป้องกันแบบเร่งด่วนในกลุ่มเสี่ยงสูงที่สัมผัสโรค ในระยะยาว ตำแหน่งจำเพาะบนผิวโปรตีนที่พบว่ามีความเสถียรข้ามสายพันธุ์นี้ จะทำหน้าที่เป็นแม่แบบสำคัญในการออกแบบวัคซีนรุ่นใหม่ ให้มุ่งเป้ากระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ตรงจุด ทนทาน และครอบคลุมสายพันธุ์กลายพันธุ์ของทั้งฝีดาษลิงและเชื้อในตระกูลเดียวกันที่อาจอุบัติขึ้นในอนาคตได้
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ข้อมูลจาก เพจ "Anan Jongkaewwattana" ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
