ยานยนต์ : ได้เวลา‘เบนซ์ เอส-คลาส’ใหม่ ‘เฮย์ เมอร์เซเดส’ระบบเลี้ยว4ล้อ-แอร์แบ๊กหลัง

ยานยนต์ : ได้เวลา‘เบนซ์ เอส-คลาส’ใหม่ ‘เฮย์ เมอร์เซเดส’ระบบเลี้ยว4ล้อ-แอร์แบ๊กหลัง
มติชน
7 กันยายน 2563 ( 11:07 )
40
ยานยนต์ : ได้เวลา‘เบนซ์ เอส-คลาส’ใหม่ ‘เฮย์ เมอร์เซเดส’ระบบเลี้ยว4ล้อ-แอร์แบ๊กหลัง

ค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผลิตรถยนต์ยอดนิยมออกมาหลายรุ่น แบ่งเป็นคลาสต่างๆ ไล่จากเล็กไปใหญ่ ได้แก่ เอ-คลาส ซี-คลาส อี-คลาส เอส-คลาส นอกจากนี้ ยังมีรุ่นย่อยๆ แบ่งเพิ่มไปอีกในบางรุ่น

 

แต่สำหรับ เอส-คลาส ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ในรถยนต์กลุ่มพื้นฐาน ไม่นับรวมรุ่นพิเศษ เติมความหรูระดับขั้นเทพขึ้นไปอีก แต่ในระดับพื้นฐานทั่วไป เอส-คลาส ก็ถือว่าหรูสุดในกลุ่มรถประเภทนี้แล้ว

 

ล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ เยอรมนี เผยโฉม เอส-คลาส รุ่นใหม่ล่าสุด งานนี้มาทั้งความหรูหรา ดีไซน์ เทคโนโลยี และความทันสมัย

ยานยนต์พรีเมียมรุ่นใหม่หมด นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 7 ใช้รหัส W223 ในรุ่นฐานล้อสั้น และ V223 ในรุ่นฐานล้อยาวอย่างเป็นทางการ และพี่ใหญ่รุ่นนี้ก็จะกลายเป็นต้นแบบให้กับน้องๆ ในค่ายอย่าง ซี-คลาส และ อี-คลาส ให้เจริญรอยตามในอนาคต

 

สำหรับพี่ใหญ่ใหม่ล่าสุด เอส-คลาส ดีไซน์ด้านหน้า เพื่อต้องการสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นผ่านกระจังหน้าแนวนอน 3 ชั้น พร้อมกรอบโครเมียมขนาดใหญ่ แต่ไฟหน้าแบบ ดิจิทัล ไลท์ แอลอีดี มีการปรับขนาดโคมไฟให้เล็กและเรียวขึ้นกว่าเดิม และยังสว่างกว้างไกลกว่าเดิม

 

ชุดกันชนหน้าดีไซน์ใหม่เน้นความสปอร์ต รูปชุดแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปล่อยออกมา เผยให้เห็นแค่ด้านหน้า แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

 

ส่วนด้านหลังดีไซน์ไฟท้ายแอลอีดี แบบเดียวกับ อี-คลาส รุ่นปรับโฉมก่อนหน้านี้ ครอบทับด้วยกรอบโครเมียมใต้ป้ายทะเบียน ส่วนกันชนหลังดีไซน์สะดุดตา ท่อไอเสียคู่ 2 ฝั่ง ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 255/40 R20 และมีรุ่นขนาดใหญ่สุด 21 นิ้ว

 

ตัวถังพัฒนาจากพื้นฐาน เอ็มอาร์เอ ทู แพลตฟอร์ม (MRA II platform) พร้อมตัวรถใหญ่ขึ้น ในรุ่นฐานล้อยาว V223 ความยาว 5,289 มม. ความกว้าง 2,130 มม. ความสูง 1,503 มม. ฐานล้อ 3,216 มม.

 

การออกแบบภายในพัฒนาใหม่ ด้วยแผงคอนโซลหน้าดีไซน์ทันสมัย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรือยอชต์สุดหรู จอสัมผัสขนาดใหญ่ 12.8 นิ้ว แนวตั้งโอแอลอีดี รวมการทำงานของเครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิ 4 จุด ระบบความบันเทิง MBUX (Mercedes-Benz User Experience) พร้อมลำโพงคุณภาพ เบอร์มีสเตอร์ (Burmester) รอบคัน 31 ตัว แบบ 4 มิติ ไฮ-เอ็นด์ โฟร์ดี เซอร์ราวด์ ซาวด์ (high-end 4D surround sound) พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง มาพร้อมคำทักทายกับคำว่า เฮย์ เมอร์เซเดส (Hey Mercedes)

 

มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้าน ดีไซน์เดียวกับรุ่นอี-คลาสรุ่นปรับโฉม ไฟสร้างบรรยากาศ แอมเบียนท์ ไลท์ส เบาะนั่งหนังแท้คุณภาพอาร์ติโก แนปปา

 

ห้องโดยสารด้านหลังมีพื้นที่ดูกว้างขึ้น พร้อมระบบมอเตอร์ควบคุมเบาะนั่งรวมทั้งหมด 19 ตัว ประกอบด้วย 8 ตัวสำหรับปรับองศา 4 ตัวสำหรับนวด 5 ตัวสำหรับระบายอากาศ 1 ตัวสำหรับดันหลัง และ 1 ตัวสำหรับปรับหน้าจอของเบาะ

 

 

 

เครื่องยนต์มีให้เลือกหลากหลายทั้งเบนซินเทอร์โบ ดีเซลเทอร์โบ

 

ดีเซลเทอร์โบ 6 สูบแถวเรียงและอินเตอร์คูลเลอร์ 3.0 ลิตร OM656 กำลังสูงสุด 286 แรงม้าที่ 3,400-4,600 รอบ/นาที แรงบิด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที ในรุ่น S350 d กับ S 350 d 4MATIC (โฟร์เมติก) กับ 330 แรงม้าที่ 3,600-4,200 รอบ/นาที แรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที ในรุ่น S 400 d 4MATIC

 

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบมีให้เลือกทั้งรหัส M256 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 367 แรงม้าที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,500 รอบ/นาที ในรุ่น S 450 4MATIC และ 435 แรงม้าที่ 5,900-6,100 รอบ/นาที แรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,500 รอบ/นาที ในรุ่น S 500 4 MATIC

 

เบนซินรหัส M256 ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมพร้อมระบบ อีคิว บูสต์ ไมลด์ ไฮบริด ซิสเทม (EQ Boost mild hybrid system) สามารถเสริมกำลังเครื่องยนต์ได้ ถึง 22 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร รองรับการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ รวมถึงสามารถสร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถใช้แรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ได้ เป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบพิเศษ ทุกขนาดเครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC

 

 

นอกจากนี้ยังมี ขุมพลังอื่นๆ ในอนาคต ทั้งขุมพลัง ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-In Hybrid) 3.0 ลิตร ทวิน เทอร์โบ ชาร์จจิ้ง (Twin turbocharging) 367 แรงม้า เมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า จะทำให้ได้ ซิสเทม เอาต์พุต (System Output) สูงสุดถึง 476 แรงม้าในรุ่น S 560 e

รวมทั้งเวอร์ชั่นตัวแรงอย่าง ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-In Hybrid) 6.0 V12 แรงม้าอยู่ที่ 630 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร

 

สำหรับประเภทเพอร์ฟอร์มานซ์ ยังมีรุ่น เอเอ็มจี (AMG) เครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 ไบเทอร์โบ (biturbo) 612 แรงม้า แรงบิด 900 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ เอเอ็มจี สปีดชิฟต์ เอ็มซีที (AMG Speedshift MCT) 9
สปีด ในรุ่น เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG) S 63 4MATIC และ ขนาด 6.0 ลิตร V12 biturbo 630 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ เอเอ็มจี สปีดชิฟต์ 7จี-ทรอนิก (AMG Speedshift 7G-Tronic) 7 สปีด ในรุ่น Mercedes-AMG S65 4MATIC

 

 

 

 

ช่วงล่างแบบ อี-แอ๊กทีฟ บอดี้ คอนโทรล ซัสเพนชั่น (E-Active Body Control Suspension) มีระบบกันสะเทือนแบบ แอร์เมติก สามารถปรับสูง-ต่ำตัวรถได้ พร้อมปรับระบบบังคับเลี้ยวให้มีความละเอียดมากขึ้นอีก 15% จากรุ่นเดิม

 

ส่วนทีเด็ดคือมีระบบเลี้ยว 4 ล้อ นวัตกรรมใหม่กับถุงลมนิรภัย (แอร์แบ๊ก) สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ใหม่ เตรียมจำหน่ายทั่วโลกเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะประเทศไทย ไม่น่าจะรอนานเกินไป ถ้าทีมผู้บริหารชุดนี้ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไทยแลนด์ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลพอ ไม่เชื่องช้าเหมือนที่ผ่านมา จนทำให้แผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าต้องล่าถอยจากเมืองไทยไป ก็คงจะต้องไม่รีรอ รีบนำมาเสิร์ฟลูกค้ากระเป๋าหนักในบ้านเราอย่างเร็วที่สุด เพราะรู้กันอยู่ว่าคนมีตังค์หงุดหงิดง่าย ไม่งั้นหันไปซื้อกับผู้นำเข้าอิสระอย่างแน่นอน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง