รีเซต

BCP กำไรปกติ พุ่ง 67% แตะ 10,240 ล้านบาท

BCP กำไรปกติ พุ่ง 67% แตะ 10,240 ล้านบาท
ทันหุ้น
12 กุมภาพันธ์ 2569 ( 23:11 )

#ทันหุ้น #2026 #SET #BCP กำไรปกติ พุ่ง 67% แตะ 10,240 ล้านบาท 

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทบางจากเผยผลการดำเนินงานปี 2568 รับรู้ Synergy ต่อเนื่อง วางฐานขยายตลาดพลังงานสู่ระดับสากล และปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท มี EBITDA จำนวน 35,753 ล้านบาท และมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2567 และสามารถรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานระหว่างธุรกิจในกลุ่ม ควบคู่กับการบริหารการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในไตรมาส 4 ปี 2568 โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นอีกปีที่ธุรกิจพลังงานเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อผลประกอบการของอุตสาหกรรมโดยรวม อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทบางจากยังคงมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจระยะยาว และการวางรากฐานเพื่อขยายตลาดพลังงานทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเติบโตในอนาคต โดยในปี 2568 บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท พร้อมความคืบหน้าการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจจากการเข้าถือหุ้น บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ในสัดส่วน 99.72% และการเพิกถอน BSRC ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสนับสนุนการบริหารการดำเนินงานของทั้งสองโรงกลั่นภายใต้แนวคิด “Together to Greater” และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะต่อไป

แม้จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวและผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง โรงกลั่นทั้งสองแห่งสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นเฉลี่ยได้อีก 5,300 บาร์เรลต่อวัน จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระ ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4 ปี 2568 ใกล้ระดับ 280,000 บาร์เรลต่อวัน ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานในกลุ่ม Middle Distillates ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากอุปทานตึงตัว ส่งผลให้ Crack Spread ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นสูงถึง 10.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ปัจจัยดังกล่าวช่วยสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA เพิ่มขึ้น 77% จากปีก่อน ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดสามารถขยายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันและรักษาส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกที่แข็งแกร่งระดับ 29% อีกทั้งโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษัท โดยตลอดปี 2568 บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน และมีโครงสร้างการเงินแข็งแกร่ง โดยได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “A+” แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) โดยในปี 2568 บริษัทได้รับการจัดอันดับ MSCI ESG Rating ระดับ “AA” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดที่บริษัทไทยทำได้ในกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refining, Marketing, Transportation & Storage และได้รับพระราชทานรางวัลถ้วยพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเวที Thailand Corporate Excellence Awards 2568

สำหรับปี 2569 แม้ธุรกิจพลังงานยังเผชิญความผันผวนของตลาดและทิศทางราคาพลังงานโลก แต่กลุ่มบริษัทบางจากมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิด Energy Addition ที่พลังงานรูปแบบใหม่จะเข้ามาเสริมฐานพลังงานเดิม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้โครงสร้างธุรกิจที่มีความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในฐานะกลไกการเติบโตใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพยังคงแข็งแกร่ง พร้อมสร้างประโยชน์จากโอกาสทางการตลาด รวมถึงกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ โดยการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ภายในเดือนมิถุนายน 2569 จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำของกลุ่มบริษัท

นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA 8,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% จากปีก่อน โดยกำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 263,700 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% โรงกลั่นทั้งสองแห่งเดินเครื่องในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้กลุ่มบริษัทรับรู้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้อย่างเต็มที่ โดยค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 6.72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ 4.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม บริษัทรับรู้ Inventory Loss รวม NRV จำนวน 7,686 ล้านบาท และรับรู้ผลขาดทุนจาก Oil Hedging จำนวน 1,998 ล้านบาท ขณะที่บริษัท บีซีพี เทรดดิ้ง จำกัด (BCPT) มีธุรกรรมซื้อขายน้ำมันรวม 109.7 ล้านบาร์เรล และได้จัดตั้งบริษัทย่อย BCPT FZCO ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขยายตลาดต่างภูมิภาค

กลุ่มธุรกิจการตลาดมี EBITDA 5,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ปริมาณการจำหน่ายรวม 13,899 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 1% โดยได้รับแรงหนุนจากยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกยังรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ที่ 29% และ ณ สิ้นปี 2568 มีสถานีบริการรวม 2,214 แห่ง ธุรกิจ Non-Oil มีร้านกาแฟอินทนิล 1,183 สาขา จุดชาร์จ EV 543 จุด และจุดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น FURiO มากกว่า 2,050 จุด

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด ดำเนินงานโดย บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มี EBITDA 5,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากค่าความพร้อมจ่ายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 รวมถึงเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป.ลาว ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ปัจจัยดังกล่าวช่วยชดเชยผลกระทบจากการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย และการจำหน่ายโครงการในญี่ปุ่น รวมถึงการหยุดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในฟิลิปปินส์

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ดำเนินงานโดย บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) มี EBITDA 902 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน ปริมาณการจำหน่ายรวม 594.5 ล้านลิตร ลดลง 9% โดยยอดจำหน่ายเอทานอล 260.3 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 30% ขณะที่ยอดจำหน่ายไบโอดีเซล 334.2 ล้านลิตร ลดลง 26%

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติมี EBITDA 15,966 ล้านบาท ลดลง 36% จากปีก่อน จากราคาขายน้ำมันและปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง อย่างไรก็ตาม โครงการของ OKEA ASA ในนอร์เวย์ยังมีความคืบหน้า โดยแหล่งผลิต Brage เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จากหลุมผลิต Sognefjord East ในเดือนกรกฎาคม 2568 และมีแผนขุดเจาะหลุมผลิต Talisker ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทได้ต่อยอดโอกาสด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในอ่าวไทย

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 123,790 ล้านบาท มี EBITDA 9,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 4,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน และมากกว่า 100% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน จากค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเป็น 10.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงกลั่นทั้งสองแห่งที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดมีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยว และการขยายตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในภาคอุตสาหกรรม ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น จากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป.ลาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง