รีเซต

จุดเปลี่ยนโลก! "จีนแซงสหรัฐฯ" ครั้งแรกรอบ 20 ปี คะแนนนิยมดิ่ง สะเทือนเศรษฐกิจอย่างไร?

จุดเปลี่ยนโลก! "จีนแซงสหรัฐฯ" ครั้งแรกรอบ 20 ปี คะแนนนิยมดิ่ง สะเทือนเศรษฐกิจอย่างไร?
TNN ช่อง16
19 เมษายน 2569 ( 08:00 )
13

"จีนแซงหน้าสหรัฐฯ" ครั้งแรกในรอบ 20 ปี คะแนนนิยมความเป็นผู้นำโลก ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้ หรือเกมเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนทิศ? 


ข้อมูลล่าสุดจาก Gallup ได้เผยรายงานที่น่าสนใจอย่างมาก โดยระบุว่า “คะแนนนิยมความเป็นผู้นำของจีน” แซงหน้าสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ตัวเลขชี้ชัดว่า จีนได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 36% ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 31% ทิ้งห่างกันถึง 5 จุดเปอร์เซ็นต์ และถือเป็นช่องว่างที่กว้างที่สุดในรอบสองทศวรรษ


แม้ตัวเลขจะดูไม่มาก แต่ความหมายของมันกลับ “ใหญ่กว่าที่คิด” เพราะนี่คือสัญญาณที่สะท้อนว่า โลกกำลังเริ่ม “เชื่อจีนมากกว่าสหรัฐฯ” และความเชื่อมั่นนี้เอง อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลกในระยะยาว


เมื่อมองลึกลงไป ตัวเลขของ Gallup ในปี 2568 ยังเผยให้เห็นอีกว่า คะแนนนิยมของสหรัฐฯ ลดลงจาก 39% ในปี 2567 เหลือเพียง 31% ในปี 2568 ขณะที่จีนกลับเพิ่มขึ้นจาก 32% เป็น 36% สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “จีนดีขึ้น” แต่คือ “สหรัฐฯ กำลังแผ่วลง” ไปพร้อมกัน


ที่สำคัญ การลดลงของคะแนนนิยมสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศทั่วไป แต่ยังเกิดขึ้นในกลุ่มพันธมิตรของตัวเองด้วย โดยเฉพาะประเทศใน NATO ที่ความเชื่อมั่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ในเยอรมนีที่ลดลงถึง 39 จุดเปอร์เซ็นต์


การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมมากกว่า 130 ประเทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณประเทศละ 1,000 คน ซึ่งทำให้ภาพรวมที่ออกมานั้นมีน้ำหนักและสะท้อนมุมมองของโลกได้อย่างชัดเจน


และถ้าลองโฟกัสเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นในระดับภูมิภาคอาเซียน คำถามคือ “อาเซียนกำลังคิดอย่างไร” คำตอบที่ได้อาจทำให้หลายคนต้องหยุดคิด เพราะผลสำรวจจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ ระบุว่า ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์อันดับหนึ่งของอาเซียนในเวลานี้ คือ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์


การสำรวจดังกล่าวจัดทำระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึง 20 กุมภาพันธ์ จากผู้ตอบประมาณ 2,000 คน ทั้งจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และนักวิจัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผลลัพธ์ยังสะท้อนอีกว่า “ความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ ลดลงจากปีก่อน”


ในขณะเดียวกัน หากมองในภาพรวมของมหาอำนาจที่อาเซียนไว้วางใจมากที่สุด ผลกลับกลายเป็นว่า ญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ อยู่ในอันดับที่สาม


ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ เมื่อถูกถามว่า หากจำเป็นต้องเลือก “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ผลปรากฏว่า 52% เลือกจีน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.3% ขณะที่ปี 2568 สหรัฐฯ เคยได้คะแนนนำที่ 52.3% นั่นหมายความว่า ภายในเวลาเพียงปีเดียว “ความเชื่อมั่นได้พลิกขั้ว”


ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจทางการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอาเซียน ตามมาด้วยสหรัฐฯ ในอันดับสอง



คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เกิดอะไรขึ้น” แต่คือ “ทำไมโลกถึงเริ่มหันไปมองจีน”


คำตอบไม่ได้มีเพียงข้อเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน


ปัจจัยแรก จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็น “คู่ค้าหลักของโลก” ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา จีนไม่ได้เป็นเพียง “โรงงานของโลก” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก” ข้อมูลจาก World Bank และ International Monetary Fund ชี้ว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากที่สุด และยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกว่า 120 ประเทศทั่วโลก


ปัจจัยที่สอง คือ เครื่องมือสำคัญอย่างโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จีนใช้สร้างอิทธิพลผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนน รถไฟ หรือท่าเรือ ในประเทศกำลังพัฒนา ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา ไปจนถึงยุโรปตะวันออก


สำหรับหลายประเทศ จีนจึงไม่ได้เป็นเพียงมหาอำนาจ แต่เป็น “ผู้ช่วยพัฒนา” แม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาหนี้สินตามมาก็ตาม


ปัจจัยที่สาม คือ ท่าทีของสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณ “ถอยออกจากเวทีโลก” มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคของนโยบาย Make America Great Again ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นการหันกลับมาภายในประเทศ ทั้งการถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ และนโยบายการค้าที่เข้มงวด เช่น การขึ้นภาษี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคการส่งออก



และปัจจัยสุดท้าย คือเรื่องของ “เสถียรภาพ” จีนมีนโยบายระยะยาวที่ค่อนข้างชัดเจน ในขณะที่สหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงสูงตามการเลือกตั้ง เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน นโยบายก็อาจเปลี่ยนทันที สำหรับนักลงทุนและพันธมิตร ความแน่นอนจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ และนี่คือจุดที่จีนได้เปรียบ


ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “ใครชนะ” แต่คือ “โลกกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน” จากโลกที่เคยมีขั้วอำนาจเดียว อาจกำลังเดินเข้าสู่โลกหลายขั้ว หรือแม้แต่โลกที่จีนกำลังมีบทบาทนำมากขึ้น


และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา อาจไม่ใช่แค่การจับตาจีนหรือสหรัฐฯ แต่คือคำถามว่า “ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน” ในเกมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง