ASW จับมือ Bitkub มีคริปโทฯก็ซื้อบ้านได้ จับกลุ่มนิวเจน ตั้งบ.ลูก "ดิจิโทไนซ์" ศึกษาลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

ASW จับมือ Bitkub มีคริปโทฯก็ซื้อบ้านได้ จับกลุ่มนิวเจน ตั้งบ.ลูก "ดิจิโทไนซ์" ศึกษาลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล
มติชน
18 มิถุนายน 2564 ( 11:41 )
16
ASW จับมือ Bitkub มีคริปโทฯก็ซื้อบ้านได้ จับกลุ่มนิวเจน ตั้งบ.ลูก "ดิจิโทไนซ์" ศึกษาลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) (ASW) เปิดเผยว่า บริษัทฯร่วมมือกับบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (Bitkub) ในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียมทุกโครงการในเครือแอสเซทไวส์ ผ่านการแลกสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี่ (Cryptocurrency) เป็นเงินบาท เพื่อใช้ในการซื้อบ้านและคอนโด โดยลูกค้าสามารถแลกเหรียญคริปโทฯ ผ่าน Wallet ของบิทคับ นับเป็นอีกก้าวของผู้ประกอบการอสังหาฯที่นำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดธุรกิจและปรับตัวสู่นวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่

 

“ความร่วมมือกันครั้งนี้เกิดจากการเล็งเห็นโอกาสการขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งปัจจุบัน Bitkub.com เป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดกว่า 1,200 ล้านบาท/วัน และมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ขณะที่ ASW ได้พัฒนาโครงการที่ตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ถือเป็นผู้นำด้านแคมปัสคอนโดภายใต้แบรนด์ เคฟ (KAVE) สอดคล้องกับกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่เป็นกลุ่มนักศึกษาที่คุ้นเคยกับการใช้สกุลเงินคริปโทฯ ในชีวิตประจำวัน”

 

นายกรมเชษฐ์ กล่าวว่า ASW ได้จัดตั้งบริษัท ดิจิโทไนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพื่อรองรับการศึกษาและลงทุนเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) และเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี โดยมุ่งความสนใจไปที่เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ทั้งนี้จะแต่งตั้ง บริษัท ฟิวเจอร์คอมแพทเทเร่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาผู้ชำนาญการในการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล

 

นายกรมเชษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ASW มียอดขายรอโอน (Backlog) กว่า 7,500 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 4,700 ล้านบาท โดยครึ่งแรกของปี 2564 มีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จคือโครงการ “เคฟ ทาวน์ ชิฟท์” (Kave Town Shift) มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท และในช่วงครึ่งปีหลัง มี 2 โครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการ “เคฟ ทียู” (Kave TU) มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท และโครงการ “โมดิซ สุขุมวิท 50” (Modiz Sukhumvit 50) มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้จนถึงปี 2565 มั่นใจรายได้ในปี 2564 เติบโต 20% ตามเป้าที่วางไว้ ขณะที่โครงการใหม่ในปีนี้ที่เปิดตัวแล้ว ได้แก่ โครงการ “เคฟ ศาลายา” (Kave Salaya ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และยังเตรียมเปิดโครงการอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งแนวราบและแนวสูง มูลค่าโครงการรวม 9,700 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาส 1/64 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) มีรายได้รวม 1,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 582 ล้านบาท หรือโตขึ้น 98.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 591 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 320 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 250 ล้านบาท หรือ 361.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 48.5 % และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 25.7%

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง