คนไทยกังวลเงินช็อต"ค่าน้ำมัน-เดินทาง"ภาระหนักอึ้ง

จากแรงกดดันค่าครองชีพของคนไทย สะท้อนจากผลการสำรวจของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ที่มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยภาครัฐมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วง”ไม่เชื่อมั่น” เนื่องจากตัวเลขต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก (1) ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (2) ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ (3) หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงและ (4) ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาลและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 32.25 รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 30.61 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 14.32 มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 9.21 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 4.53 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 3.48 การเมือง ร้อยละ 3.10 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 2.03 และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 0.47 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในทุกภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 46.8 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 44.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 43.2 และภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.1
ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพพบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 48.9 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 46.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.5 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 43.1 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 42.9 และเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 42.8
ขณะที่ผลสำรวจของของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. 2569 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ 50.6 จาก 51.8 ในเดือน มี.ค.69 และต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 58.3 จาก 59.7 สะท้อนบรรยากาศเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและค่าครองชีพสูง รวมถึงกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ "ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า รายได้ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมัน และพลังงานที่ผันผวนกดดันต้นทุนขนส่งและค่าใช้จ่ายครัวเรือนทำให้บางส่วนปรับแผนการใช้จ่ายหรือเลื่อนการลงทุนออกไปส่วนรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก
อย่างไรก็ตามภาพเศรษฐกิจขณะนี้ผู้บริโภครับรู้ผลกระทบช้ากว่าผู้ประกอบการเพราะผู้ผลิตและภาคธุรกิจรับรู้จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น สต๊อกสินค้าที่กำลังจะหมดและยอดขายที่เริ่มชะลอแม้ว่า ธปท.ประเมินเงินเฟ้อปีนี้อาจอยู่ราว 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม
ขณะที่ข้อมูลในรายงาน Thailand Cost Pressure Pulse โดย Rakuten Insight สะท้อนภาพชัดเจนว่า คนไทยมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพสูงและกว่า 56% เชื่อว่าสถานการณ์การเงินในบ้านจะ ‘ดิ่งลง’ อีกใน 3 เดือนข้างหน้า จากเดิมที่เคยห่วงเรื่องค่าอาหาร แต่ตอนนี้ ‘ค่าน้ำมันและค่าเดินทาง’ กลายเป็นความกังวลอันดับ 1 เนื่องจากคนไทยว่า 87% พึ่งพารถส่วนตัว และเมื่อต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น วิถีชีวิตจึงต้องเปลี่ยนไป โดยส่วนใหญ่43% ลดการกินนอกบ้าน หรือแวะคาเฟ่ หันมาซื้อของสดทำอาหารเองและเน้นกินข้าวที่บ้านเพื่อประหยัด
33% ลดใช้บริการ Food Delivery เนื่องจากความสะดวกกลายเป็น ‘ของฟุ่มเฟือย’ เพราะค่าส่งที่เคยยอมจ่าย ถูกมองว่าเป็นต้นทุนที่ต้องตัดทิ้ง 22% ชะลอการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ (เครื่องใช้ไฟฟ้า/เฟอร์นิเจอร์) เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ 27% งดซื้อสินค้าแฟชั่น เพราะมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้นในสายตาผู้บริโภคยุคนี้
เมื่อเงินในกระเป๋าจำกัด ความภักดีต่อแบรนด์จึงลดลง โดยพบว่าส่วนใหญ่ 51% เลือกของที่ถูกที่สุด 44% มองความคุ้มค่าระยะยาว ซื้อครั้งเดียวต้องใช้ได้นาน16% เท่านั้นที่แคร์ความสะดวก ผู้บริโภคยอมลำบากขึ้นอีกนิดเพื่อให้ได้ของที่ถูกกว่า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
