เกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีติด วิกฤต "ประชากร" ไทย

จุดเปลี่ยนของโครงสร้างประชากรไทยมาถึงแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ปี 2568 จะเป็นปีที่ประชากรไทย “เกิดน้อยกว่าตาย” เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน หรือนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยจำนวนคนเกิดใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีลดลงถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าเมื่อรวมทั้งปีจะมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 4 แสนคน ต่ำที่สุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลทางสถิติ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ทั้งปียังเสี่ยงจำนวนประชากรต่ำกว่า 66 ล้านคน โดยจังหวัดที่สถานการณ์คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิตมากที่สุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และร้อยเอ็ด
ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรอยู่ประมาณ 65.9 ล้านคน ซึ่งนับว่าลดลงจากระดับสูงสุดกว่า 67 ล้านคนเมื่อราว 6 ปีก่อน และแนวโน้มจะยังคงลดต่อไปในทศวรรษหน้า หากไม่มีการเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการเกิดอย่างจริงจัง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เริ่มกระจายไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ที่มีสัดส่วน “คนเกิดน้อยกว่าคนตาย” สูงที่สุดในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงการอพยพแรงงานหนุ่มสาวเข้าสู่เมืองใหญ่และการไม่กลับถิ่นฐานหลังจากมีครอบครัว ส่งผลให้ชนบทเผชิญสังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าพื้นที่อื่น
ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรจาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์เอาไว้ว่า ปัญหาการเกิดลดของไทยมีรากมาจาก “โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม” ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะ “ไม่แต่งงาน” หรือ “ไม่มีบุตร” เพราะไม่มั่นใจในความมั่นคงทางการเงิน ราคาที่อยู่อาศัยสูง ค่าครองชีพที่เร่งขึ้น รวมถึงความกังวลต่อคุณภาพการศึกษาและค่าเลี้ยงดูบุตรในอนาคต
นอกจากนี้ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนไทยอายุ 25–39 ปี มากกว่า 60% ระบุว่า “ยังไม่พร้อมมีลูก” โดยให้เหตุผลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายสูง การทำงานไม่มีเวลาว่าง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจหลังโควิด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
