อย. ยืนยันไทยมียาสำรองพอใช้ 3 เดือน วิกฤตเบากว่าโควิด

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงแผนรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่กังวลผลกระทบต่อการขาดแคลนยาและเวณภัณฑ์ในประเทศไทย หลังได้รับหมอหมายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข โดยภาพรวมสถานการณ์ยาไทยยังคุมได้
มียาและเวชภัณฑ์สำรอง 3 เดือน
ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณสำรองยาและเวชภัณฑ์เพียงพอ อย่างน้อยประมาณ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เริ่มเกิดขึ้นคือเรื่องต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าน้ำมัน และค่าประกัน รวมถึงระยะเวลาในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ยาวนานขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตต่างประเทศอาจไม่สามารถยืนยันระยะเวลาการส่งมอบได้ตามสัญญา แม้ขณะนี้ปัญหาดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นจริง
ขอสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนว่า สถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทยยังคงปกติ และมีสำรองเพียงพอ ขณะที่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ขณะนี้ผู้ประกอบการเป็นผู้รับภาระ ซึ่ง อย.จะนำข้อมูลดังกล่าวไปหารือกับผู้บริหารเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต่อไป
บรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจกระทบมากกว่ายา
เมื่อสอบถามถึงภาพรวมการนำเข้ายาในแต่ละปี รวมถึงศักยภาพการผลิตภายในประเทศ ภญ.สุภัทรา อธิบายว่า ยาบางกลุ่ม โดยเฉพาะยารักษาโรคร้ายแรง เช่น ยามะเร็ง ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตได้เอง จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง ขณะที่ยาพื้นฐาน เช่น ยาแก้ปวด หรือยาสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ประเทศไทยยังสามารถผลิตได้เองในหลายรายการ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ายาจะผลิตในประเทศหรือนำเข้า ต่างก็ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสารออกฤทธิ์สำคัญ (API)
ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดปัญหาขาดแคลนเม็ดพลาสติกจนไม่สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ได้ อาจจำเป็นต้องใช้วิธีนำภาชนะเดิมกลับมาใช้ใหม่ (reuse) แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด ทั้งด้านความปลอดภัย การทำความสะอาด และการป้องกันการปนเปื้อน โดยยืนยันว่ามาตรการของ อย. จะยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพของยา พร้อมช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับวิกฤตได้
สำหรับสถานการณ์ขวดพลาสติกบรรจุยา ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ผลิตภายในประเทศรายใหญ่ แต่ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อีกทั้งพลาสติกยังถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแข่งขันในการใช้ทรัพยากร กระทรวงสาธารณสุขจึงอาจเสนอให้มีการจัดสรรโควตา โดยให้ความสำคัญกับยาและเวชภัณฑ์เป็นลำดับแรก เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตผู้ป่วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอเพื่อหารือในระดับนโยบายต่อไป
ในส่วนของขวดน้ำเกลือหรืออุปกรณ์ล้างไต โดยปกติจะเป็นแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เนื่องจากการนำกลับมาใช้ใหม่มีต้นทุนสูงและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การ reuse จะพิจารณาเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตจริง ๆ เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น แต่มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
หากจำเป็นต้องใช้แหล่งวัตถุดิบหรือยาจากแหล่งสำรอง (second source) อย. จะพิจารณาเป็นรายกรณี โดยเน้นมาตรฐานและเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียน พร้อมเร่งกระบวนการอนุมัติเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ
ในภาพรวม สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นน่ากังวล เนื่องจากแหล่งผลิตยาและวัตถุดิบหลักไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์ เช่น การขนส่งที่ล่าช้า และต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากเส้นทางขนส่งที่ต้องอ้อมและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
แม้ปัจจุบันจะมีสต็อกยาประมาณ 3 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับแผนการสั่งซื้อและบริหารสต็อกใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์