เมื่อ "สงคราม" ไม่จบแค่สนามรบ แต่ลามถึง “ห้องผ่าตัด” โรงงานอินเดียสะเทือน ถุงมือยาง เข็มฉีดยา ต้นทุนพุ่ง 50%

ต้นทุนที่มองไม่เห็น เมื่อสงครามอาจทำให้การรักษาพยาบาลแพงขึ้น?
สงครามกำลังลามมาถึงภาคการแพทย์อย่างชัดเจน ล่าสุดในอินเดียเริ่มเห็นผลกระทบแล้ว เมื่อโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ต้องเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งจากราคาพลังงานและพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญ เพราะพลาสติกมีต้นทางจากปิโตรเคมี ที่ผลิตจากน้ำมันและก๊าซ ดังนั้นแรงกระแทกถัดไปที่น่ากังวล คือความเสี่ยงที่จะกระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยตรง
สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ไกลเกินกว่ามิติการสู้รบหรือการเมืองระหว่างประเทศ เพราะวันนี้ผลกระทบได้ลุกลามเข้าสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็วและชัดเจน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและพลังงาน ที่ส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทานและวัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมจำนวนมาก
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คืออุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ของอินเดีย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งพลังงานและวัตถุดิบหลักอย่างพลาสติกเกรดการแพทย์ สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างการผลิตที่ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรจากตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ทำให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นถุงมือ เข็มฉีดยา หรือสายสวน ซึ่งล้วนเป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่จำเป็นต่อระบบสาธารณสุข และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของบริการทางการแพทย์และการเข้าถึงระบบสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมนี้ยังพึ่งพาวัตถุดิบประเภทโพลิเมอร์หรือพลาสติกเกรดการแพทย์ในสัดส่วนสูงกว่า 86% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ผลิตจากปิโตรเคมี ที่มีน้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบตั้งต้น
ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก เมื่อเกิดความเสี่ยงย่อมกระทบต่อราคา โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และหากเกิดการโจมตีหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ก็อาจกระทบต่อการขนส่ง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว
อีกจุดสำคัญที่ทั่วโลกจับตา คือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดโลก หากเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นหรือชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกทันที
นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม ราคาพลังงานก็ปรับตัวสูงขึ้นและผันผวนทันที ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ เริ่มเผชิญปัญหาการจัดหาก๊าซ LPG ที่ตึงตัวมากขึ้น โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบก่อน เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดสรรพลังงานให้ภาคครัวเรือนเป็นลำดับแรก
ผลกระทบเริ่มชัดในระดับโรงงาน โดยรายงานจาก The Times of India ระบุว่า โรงงานผลิตถุงมือทางการแพทย์ของบริษัท Wadi Surgicals Pvt. Ltd. ในเมืองวิศาขาปัฏฏนัม รัฐอานธรประเทศ ต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนก๊าซ LPG หลังบริษัท Hindustan Petroleum Corporation Limited ระงับการส่งมอบก๊าซอย่างกะทันหัน
โรงงานแห่งนี้ต้องใช้ก๊าซ LPG ประมาณ 4,500 กิโลกรัมต่อวัน และได้ออกมาเตือนว่า หากต้องหยุดการผลิตเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศได้
ไม่ใช่แค่ราคาก๊าซหรือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดราคาพลาสติกก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะพลาสติกเกรดการแพทย์ที่ปรับขึ้นเกือบ 50%
ตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์อินเดีย (AiMeD) ระบุว่า ราคาพลาสติกเกรดการแพทย์ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 50% นับตั้งแต่สงครามปะทุ และส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นวัตถุดิบหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัท Adani Total Gas Limited แจ้งลูกค้าอุตสาหกรรมว่า หากใช้ก๊าซเกิน 40% ของปริมาณตามสัญญารายวัน จะถูกคิดราคาในอัตราที่สูงขึ้น โดยราคาส่วนเกินอาจสูงถึง 119.90 รูปีต่อ SCM ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานของโรงงานบางแห่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากต้องเผชิญภาวะ “ต้นทุนบีบกำไร” โดยเฉพาะสินค้าอัตรากำไรต่ำ เช่น เข็มฉีดยาและสายสวน ที่แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Hindustan Syringes & Medical Devices Ltd ระบุว่า ยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าในทันที โดยใช้สต๊อกวัตถุดิบเดิมช่วยประคองต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถทำได้ในระยะยาว หากต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากต้นทุนแล้ว ผู้ผลิตยังเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างภาษีแบบกลับด้าน หรือ inverted duty structure ซึ่งทำให้ต้องเสียภาษี GST สำหรับวัตถุดิบสูงถึง 18% ขณะที่สินค้าสำเร็จรูปถูกเก็บเพียง 5% ส่งผลให้ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่
สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์อินเดียจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีส่วนต่าง เพื่อบรรเทาภาระของผู้ประกอบการ พร้อมเตือนว่าหากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการผลิต และการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล
ผลกระทบยังลามไปถึงตลาดแรงงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแรงงานเกี่ยวข้องมากกว่า 500,000 คน การลดกำลังการผลิตหรือหยุดสายการผลิต อาจนำไปสู่การลดชั่วโมงทำงานหรือเลิกจ้าง กระทบต่อรายได้ครัวเรือนและเศรษฐกิจโดยรวม
ในมิติการค้าระหว่างประเทศ อินเดียเป็นผู้ส่งออกอุปกรณ์การแพทย์สำคัญไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ความสามารถในการแข่งขันขึ้นอยู่กับต้นทุนและความเสถียรของการส่งมอบ หากต้นทุนยังผันผวน ผู้ซื้ออาจหันไปพึ่งซัพพลายเออร์จากประเทศอื่น
ท้ายที่สุด แม้สงครามจะเกิดขึ้นไกลตัวเพียงใด แต่แรงกระเพื่อมสามารถส่งผลกระทบได้ทั่วโลก ตั้งแต่น้ำมัน ก๊าซ พลาสติก ไปจนถึงถุงมือยางทางการแพทย์ และท้ายที่สุดก็เชื่อมโยงไปถึง “ชีวิตคน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
