สรท.คาดส่งออก 69 โตอย่างน้อยร้อยละ 8-10

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า สรท.ได้ปรับประมาณการการส่งออกปี 2569 เติบโตได้อย่างน้อยในอัตราที่ร้อยละ 8-10 (Base case) จากเดิมคาดว่าส่งออกจะเติบโตร้อยละ 2-5 แม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2569 แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการเร่งนำเข้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญพอสมควร
สะท้อนจากตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.6 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23
ขณะที่ภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สรท.ยังมองว่า สถานการณ์ส่งออก ปี 2569 ในครึ่งปีหลัง ยังคงมียังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่ากรณีฐาน หากมาตรการภาษีของสหรัฐไม่ได้รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญยังรักษาระดับการนำเข้าไว้ได้
โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย ยังช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งระหว่าง ทำให้คาดว่าช่วงไตรมาส 3 มีโอกาสจะโตถึงร้อยละ 14
โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การส่งออกเดินหน้าต่อได้ คือ การที่ภาครัฐไม่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
และเร่งลดต้นทุนพลังงาน เนื่องจากค่าไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง พร้อมเสนอให้เร่งแก้ไขกฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ สรท.ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และรองรับเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ของตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐ
พร้อมเสนอใช้มาตรการภาษีสรรพสามิต มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องการนำเข้า (Safeguard) และการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ดังนั้นสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย
1 ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตและกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เร่งแก้ไข/ยกเลิก กฎระเบียบซ้ำซ้อนระหว่างฝ
2.รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท
3.ส่งเสริมการใช้ Supply Chain Local Content เพิ่ม Value added และในประเทศมากขึ้น จากการลงทุน FDI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ไตรมาส1/2569 เป็นเงินกว่า 9.6 แสนล้านบาท) ประกอบกับความเข้มข้นของเกณฑ์ RVC (Regional Value Content) สำหรับสินค้าส่งไปสหรัฐฯ ที่ต้องคำนึงเรื่องของการกำหนดสัดส่วนการใช้ Local Content เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้น
4.กำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม กรณีสินค้านำเข้าทะลักเข้ามาในประเทศ
อาจต้องมีแนวทางกดดันกลุ่มสินค้าดังกล่าว ทั้งในเรื่องของมาตรการทางภาษี และ/หรือ กำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าให้สูงหรือเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยตรง ดังนี้
1. บรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์และราคาพลังงาน
โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากขนส่งสินค้าทางทะเล จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในท่าเรือและค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
2. บริหารจัดการต้นทุนโครงสร้างพลังงานในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการและภาคประชาชนมากจนไป
3. เร่งรัดแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังคงเป็นคอขวด คือ ความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง และคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
