รีเซต

"GDP" ไทยอยู่ตรงไหน ? บนเวทีอาเซียน-โลก วิเคราะห์ IMF-World Bank มองเศรษฐกิจไทย

"GDP" ไทยอยู่ตรงไหน ? บนเวทีอาเซียน-โลก วิเคราะห์ IMF-World Bank มองเศรษฐกิจไทย
TNN ช่อง16
17 เมษายน 2569 ( 11:42 )
15

หลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หั่นประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย โดยประเมินว่า GDP ไทยจะเติบโตเพียงแค่ 1.5% จากประมาณการเดิมที่ 1.6% ต่ำสุดในอาเซียน ท่ามกลางความเสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง และอาจทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเวียดนามถูกคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 7.1% ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ 5.0% มาเลเซีย 4.7% และฟิลิปปินส์ 4.1% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านเงินเฟ้อ IMF ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ที่เพียง 0.9% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ตั้งไว้ที่ 2.5–3.5% สะท้อนถึงความต้องการการบริโภคในประเทศที่ยังไม่แข็งแรง และแรงกดดันด้านราคาที่ยังจำกัด

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ IMF เน้นย้ำคือเรื่อง “พลังงาน” โดยประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสนำไปสู่วิกฤตพลังงานรอบใหม่ คล้ายกับที่โลกเคยเผชิญในปี 2022 ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อเงินเฟ้อ แต่ยังอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน IMF ยังส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจโลกมีโอกาสสูงมากที่จะสะดุดจากสงครามตะวันออกกลาง ไทยเสี่ยงรับแรงกระแทก ซึ่งกำลังกระทบทั้งราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้าง

โดยรายงานล่าสุดระบุว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เคยเริ่มกลับมาแข็งแรง กำลังถูกชะลอลงอย่างรวดเร็ว จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของน้ำมันและก๊าซ

ผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแค่ราคาน้ำมัน แต่ส่งผ่านเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นทันที กดดันกำไรธุรกิจ และกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค

เงินเฟ้อเสี่ยงฝังตัว หรือ Inflation persistence เมื่อธุรกิจขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุน ขณะที่แรงงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม อาจเกิดสถานการณ์ที่ค่างแรง และค่าครองชีพ ผลักดันให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหาระยะยาว

ตลาดการเงินผันผวน ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยง ส่งผลให้เกิดการไหลออกของเงินทุน ค่าเงินผันผวน และภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้นทั่วโลก

ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจากการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ซึ่งพึ่งพาในลักษณะดังกล่าว IMF วิเคราะห์ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อสถานการณ์นี้ เมื่อต้นทุนพลังงานนำเข้าเพิ่ม จะกระทบต้นทุนทั้งระบบ เงินเฟ้ออาจกลับมาสูงกว่าคาด ภาระดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลง นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาภาคท่องเที่ยวและการส่งออก ทำให้ไทยมีความอ่อนไหวต่อทั้งราคาพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

เมื่อถอดบทเรียนจากปี 2022 ทางด้าน IMF เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตราคาพลังงานปี 2022 โดยระบุว่ามีความท้าทายมากกว่า ด้วยเหตุผลสำคัญคือ สภาพคล่องโลกเริ่มตึงตัว หนี้ภาครัฐหลายประเทศอยู่ในระดับสูง ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง ทำให้การใช้นโยบายการเงินและการคลัง มีข้อจำกัดมากขึ้น และอาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าเดิม

ขณะเดียวกันธนาคารโลก หรือ World Bank ก็ได้ปรับประมาณการณ์ GDP ไทยปี 2569 ลดลงเหลือโต 1.3% สะท้อนแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง และกระทบต่อภาคการผลิตของไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะถัดไป โดยคาดว่าจะขยายตัวเป็น 2.3% ในปี 2570 และ 2.4% ในปี 2571 จากแรงหนุนของการลงทุน โดยเฉพาะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI

โดยผลกระทบด้านราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เป็นอุปสรรคทั้งภาคการผลิต และการท่องเที่ยว ด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้นทุนน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจอยู่ที่ราว 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดแค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังลามไปถึงภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกล หรือ Long Haul ที่อาจลดลงจากค่าเดินทางที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนเส้นทางบิน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ทั้งนี้ธนาคารโลกยังระบุว่าการค้าโลกที่ไม่แน่นอน ยังสร้างแรงกดดันภาคการส่งออกของไทย นอกจากราคาพลังงานแล้ว ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันการส่งออก แม้ไทยจะไม่ได้เผชิญภาษีสูงมาก แต่ภาพรวมยังชะลอตัว อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี และเป็นหนึ่งในความหวังของภาคส่งออก

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านงบประมาณจากการอุดหนุนพลังงาน ส่งผลให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเข้าใกล้หรือทะลุเพดาน 70% ของ GDP ในไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นโจทย์ยากที่รัฐบาลต้องเลือก ระหว่างการช่วยเหลือประชาชนกับการรักษาวินัยการคลัง

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ยังมีความเสี่ยงยังอยู่ แต่เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาส Upside จาก FDI ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงหลักจากความขัดแย้งตะวันออกกลางที่อาจรุนแรงขึ้น นโยบายการค้าโลกที่ไม่แน่นอน ความล่าช้าของงบประมาณภาครัฐหลังการเลือกตั้ง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV, อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ก็อาจช่วยยกระดับการผลิต การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้

ผลกระทบดังกล่าวอาจจะทำให้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทั้งด้านพลังงาน และการลงทุน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ใช่แค่เหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจ หรือ macro Risk ที่อาจเปลี่ยนทิศทางตลาดโลกทั้งระบบ สิ่งที่ตลาดกำลัง price in ไม่ใช่แค่สงคราม แต่คือผลกระทบลูกโซ่ต่อน้ำมัน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และ Fund Flow

โดย 3 ประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตาคือ Energy Risk ด้วยราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กลุ่มพลังงานทั่วโลกได้ประโยชน์ แต่ประเทศที่นำเข้าเป็นหลัก เช่น ไทย จะกดดันความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้นถึงกลางได้

Inflation Risk เงินเฟ้ออาจเด้งกลับเป็นขาขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย อาจลดดอกเบี้ยได้ช้าลง ผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond yield อาจจะไม่อยู่ในระดับต่ำ และมี Upside ที่จำกัด

Financial Risk เงินทุนไหลออก นักลงทุนลดความเสี่ยง Fund Flow ไหลเข้าทรัพย์สินปลอดภัย ตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging markets รวมถึงประเทศไทย มีความเสี่ยงที่จะโดนแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราคาพลังงาน แต่อาจจะกลายเป็น “Global Supply Shock” ที่กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงตลาดการเงิน สำหรับไทย ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่เงินเฟ้อ แต่รวมถึงการเติบโตที่อาจถูกกดดันซ้ำจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ นี่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก และเป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะราคาพลังงานและความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การเติบโตชะลอลงแรง แต่ระยะกลางยังพอมีความหวัง หากสถานการณ์โลกคลี่คลาย การลงทุนต่างชาติเริ่มเดินหน้า โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดระยะสั้น แต่คือการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง