บันทึกซากุระ 1,200 ปียังไปต่อ นักวิจัยญี่ปุ่นสานต่อมรดกข้อมูลโลกร้อน หลังนักวิทย์ฯผู้บุกเบิกเสียชีวิต

แม้นักวิทยาศาสตร์ผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับการบันทึกการบานของซากุระจะจากไป แต่ข้อมูลประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,200 ปีกำลังได้รับการสานต่อ สะท้อนความสำคัญของหลักฐานชิ้นสำคัญในการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ศาสตราจารย์ “ยาสุยูกิ อาโอโนะ” แห่งมหาวิทยาลัยโอซากาเมโทรโพลิแทน ใช้เวลาทั้งชีวิตรวบรวมข้อมูลวันออกดอกของต้นซากุระในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชุดข้อมูลด้านภูมิอากาศที่ยาวนานที่สุดในโลก โดยอ้างอิงข้อมูลย้อนหลังไปได้ถึงศตวรรษที่ 9 หรือราวปี พ.ศ. 1355
ผลงานของเขาชี้ให้เห็นว่า ซากุระมีแนวโน้มบานเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อน
เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 อาโอโนะยังคงอัปเดตข้อมูลล่าสุด โดยระบุวันที่ดอกซากุระสายพันธุ์ “ยามะซากุระ” (Prunus jamasakura) บานเต็มที่ไว้ที่วันที่ 4 เมษายน อย่างไรก็ตาม ตารางข้อมูลสำหรับปี พ.ศ. 2569 ถูกเตรียมไว้แล้ว แต่เขาไม่มีโอกาสบันทึกข้อมูลดังกล่าว หลังเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568
“ทูน่า อาซิซู” นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Our World in Data เปิดเผยว่า เธอและทีมงานเริ่มกังวลเมื่อไม่พบการอัปเดตข้อมูลในช่วงต้นปี และพบในเวลาต่อมาว่าอาโอโนะเสียชีวิตแล้ว โดยไม่มีผู้สานต่องานวิจัยดังกล่าว
กระทั่งมีการเปิดรับอาสาสมัครเพื่อสานต่อภารกิจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดมีนักวิจัยในญี่ปุ่นรายหนึ่งเสนอตัวเข้ามาดำเนินการต่อ โดยจะใช้แหล่งข้อมูลเดียวกันกับอาโอโนะ และติดตามการบานของซากุระสายพันธุ์เดิมในพื้นที่เดียวกัน คือ อาราชิยามะ เมืองเกียวโต
นักวิจัยรายดังกล่าว ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อจนกว่าข้อตกลงจะแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างยืนยันวันที่ซากุระบานเต็มที่ในปีนี้ โดยคาดว่าจะประกาศได้ในไม่กี่วันข้างหน้า
อาซิซูกล่าวว่า การได้ผู้สานต่องานทำให้รู้สึกโล่งใจอย่างมาก เนื่องจากชุดข้อมูลนี้มีคุณค่าทางวิชาการสูง และเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในระยะยาว
แม้ญี่ปุ่นจะมีโครงการติดตามการบานของซากุระหลายแห่ง โดยเฉพาะเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและเทศกาล แต่ส่วนใหญ่จะติดตามสายพันธุ์ “โซเมอิโยชิโนะ” (Prunus x yedoensis) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 แตกต่างจาก “ยามะซากุระ” ที่อาโอโนะศึกษา
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความโดดเด่นของข้อมูลชุดนี้อยู่ที่ความต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,200 ปี ทำให้สามารถใช้วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างแม่นยำ
ข้อมูลดังกล่าวยังเผยว่า ปี พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2566 เป็นปีที่ซากุระบานเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก โดยตรงกับวันที่ 26 และ 25 มีนาคม ตามลำดับ
ด้านนักวิชาการด้านพฤกษศาสตร์จากสถาบันวิจัยป่าไม้และผลิตผลจากป่าในจังหวัดอิบารากิ ระบุว่า การสานต่อการบันทึกข้อมูลซากุระสายพันธุ์เดิมในพื้นที่เดิมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาเชิงวิชาการ
ขณะที่ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยบอสตัน เปิดเผยว่า อาโอโนะถึงขั้นศึกษาภาษาญี่ปุ่นโบราณ เพื่ออ่านเอกสารประวัติศาสตร์และบันทึกเทศกาลชมซากุระในเกียวโต เพื่อนำมาคำนวณวันที่ดอกไม้บานในอดีต โดยบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดที่เขาพบมีอายุย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 1355
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงทำให้ซากุระบานเร็วขึ้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพของดอกไม้ โดยฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นทำให้ดอกบางส่วนร่วงก่อนบาน ส่งผลให้ภาพรวมของการออกดอกไม่สวยงามเต็มที่เหมือนในอดีต
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กำลังเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและฤดูกาลตามธรรมชาติอย่างชัดเจน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
