รีเซต

ทำไมอังกฤษเปลี่ยนนายกฯ บ่อย? 10 ปี 7 นายกรัฐมนตรี

ทำไมอังกฤษเปลี่ยนนายกฯ บ่อย? 10 ปี 7 นายกรัฐมนตรี
TNN ช่อง16
22 มิถุนายน 2569 ( 16:51 )

เกิดอะไรขึ้นกับอังกฤษ? ทศวรรษเดียว เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 7 คน ล่าสุด วันนี้ (22 มิ.ย.) นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงาน หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ท่ามกลางกระแสสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นต่อ แอนดี เบิร์นแฮม คู่แข่งทางการเมืองในพรรคแรงงาน


ทว่า การตัดสินใจลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานของสตาร์เมอร์ ทำให้ในขณะนี้ ทางพรรคจำเป็นต้องหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยสตาร์เมอร์จะยังคงรักษาการนายกรัฐมนตรีไปก่อน แต่นแน่นอนว่า คำประกาศนี้จะทำให้อังกฤษมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่การลงประชามติขอแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ “เบร็กซิต” (Brexit) เมื่อปี 2016 


10 ปี 7 นายกรัฐมนตรี? ตัวเลขนี้สะท้อนคำถามสำคัญที่สุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งว่า เหตุใดประเทศที่เคยถูกมองว่ามีระบบการเมืองที่มั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้ง และแทบไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดสามารถอยู่ครบวาระได้เลย 


เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2016 ชาวอังกฤษร้อยละ 51.9 ลงคะแนนสนับสนุนให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ภายใต้คำขวัญ “take back control” หรือ “คืนอำนาจสู่ประชาชนอังกฤษ” ในเวลานั้น ผู้ที่ลงเสียงประชามติ “เห็นด้วย” กับเบร็กซิต มีความเชื่อว่าการออกจากอียูจะสามารถทำให้อังกฤษควบคุมพรมแดน ออกแบบนโยบายการค้าที่ไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมายของอียู และวางแบบแผนให้มีกฎหมายของตนเองได้มากขึ้น รวมถึงการได้ลดภาระสำคัญทางการเงินจากการเป็นสมาชิกอียู  แต่หลังจากผ่านไป 10 ปี คำถามสำคัญกลับกลายเป็นว่า อังกฤษถึงฝั่งฝันแล้วหรือยัง?...

10 ปี กับ 7 นายกรัฐมนตรี


สิ่งที่สะท้อนความปั่นป่วนทางการเมืองได้ชัดเจนที่สุดคือการที่อังกฤษเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมายังไม่มีใครอยู่ครบวาระเลยแม้แต่คนเดียว โดยนับตั้งแต่เบร็กซิต อังกฤษมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 6 คน ได้แก่ 


  • เดวิด คาเมรอน (ลาออก ปี 2016 หลังแพ้จุดยืน Remain ในประชามติ) 

  • เทเรซา เมย์ (ลาออก ปี 2019) 

  • บอริส จอห์นสัน (ลาออก ปี 2022 หลังกระแสกดดันคดีอื้อฉาว Partygate)

  • ลิซ ทรัสส์ (ลาออก ปี 2022 หลังเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 45 วัน) 

  • ริชี ซูนัค (ลาออก ปี 2024 พ่ายแพ้พรรคแรงงานที่ชนะถล่มทลาย)

  • เคียร์ สตาร์เมอร์ (ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคแรงงาน 22 มิ.ย. 2026 หลังเจอแรงกดดัน)


ทั้งนี้ จำนวนการเปลี่ยนผู้นำระดับนี้ถือว่าสูงมาก ตรงข้ามกับภาพลักษณ์เดิมที่อังกฤษถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก   


การลงประชามติเบร็กซิตในปี 2016 ไม่เพียงนำอังกฤษออกจากอียู แต่ยังทำลายฉันทามติทางการเมืองเดิมของประเทศ ทำให้ทั้งพรรคอนุรักษนิยมและรรคแรงงานแตกออกเป็นหลายกลุ่ม ทั้งฝ่ายที่หนุนเบร็กซิตอย่างแข็งขัน ฝ่ายสายกลาง และฝ่ายที่ต้องการความสัมพันธ์ใกล้ชิดต่อไปกับยุโรป ส่งผลให้บรรดาผู้นำพรรคถูกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน  


และนี่คือสาเหตุที่ทั้งเทเรซา เมย์, บอริส จอห์นสัน และผู้นำรุ่นต่อๆ มาล้วนเผชิญแรงกดดันภายในพรรคทั้งสิ้น 


เปิด 4 ปัจจัย ทำไมผู้นำอยู่ไม่ครบวาระ


  1. นายกรัฐมนตรีอังกฤษไม่ได้มีอำนาจโดยตรงจากประชาชน


ปัจจัยสำคัญประการแรกอยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองของอังกฤษ ซึ่งในที่นี้ต่างจากระบบประธานาธิบดีที่ผู้นำได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิโหวต 


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังดำรงตำแหน่งได้ตราบเท่าที่ยังได้รับความไว้วางใจจากพรรคการเมืองของตนในรัฐสภา ซึ่งนั่นหมายความว่า แม้รัฐบาลจะยังไมไ่ด้แพ้การเลือกตั้งทั่วไป แต่หาก ส.ส. นพรรคเห็นว่าผู้นำกำลังสูญเสียความนิยมและอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการเมืองของพรรค ก็สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำได้ 


ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจึงสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ

2. กติกาท้าชิงตำแหน่งภายในพรรคสู่อาวุธทางการเมือง

อีกปัจจัยหนึ่งคือกฎเกณฑ์ภายในพรรครเมืองที่เอื้อให้เกิดการท้าทายผู้นำได้ค่อนข้างง่าย 


โดยในพรรคอนุรักษนิยม ส.ส. เพียง 15% สามารถยื่นเรื่องเพื่อเปิดทางลงมติไม่ไว้วางใจผู้นำพรรคได้ ขณะที่พรรคแรงงานผู้ท้าชิงสามารถเปิดการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำได้ หากได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคในรัฐสภาและสภาขุนนางเกิน 20%


เมื่อกระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้น แรงกดดันจากสื่อมวลชน การคาดการณ์ทางการเมืองและความแตกแยกภายในพรรค มักยิ่งเร่งให้ผู้นำสูญเสียอำนาจเร็วขึ้น และหลายครั้ง พรรคการเมืองเลือกที่จะเสนอ “ใบหน้าใหม่” ต่อประชาชน เพื่อหวังฟื้นฟูคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นทางการเมือง  


3. การยกเลิกกฎหมายกำหนดวาระคงที่ 

บทวิเคราะห์จากสำนักข่าว WION ยังชี้ไปที่การยกเลิกกฎหมาย Fixed-term Parliaments Act ซึ่งประกาศใช้ในปี 2011 กฎหมายดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการเมือง และทำให้การยุบสภาหรือการสิ้นสุดวาระรัฐบาลเกิดขึ้นได้ยากขึ้น

แต่หลังจากถูกยกเลิก ระบบได้กลับไปสู่รูปแบบเดิม ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในรัฐสภาได้ง่ายกว่าเดิม 

นักวิจารณ์บางส่วนมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อายุทางการเมืองของผู้นำอังกฤษสั้นลง 

4. Brexit กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป 

แม้เบร็กซิตจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการเปลี่ยนผู้นำ แต่บทวิเคราะห์จาก WION ระบุว่า ประชามติเมื่อปี 2016 ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญ 

ความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองแบบดั้งเดิมลดลง ขณะที่ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ บริการสาธารณะ และภาษีได้รวดเร็วมากขึ้น 

เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ความไม่พอใจของประชาชนมักส่งแรงกดดันกลับไปยังพรรคการเมืองและนำไปสู่ความพยายามเปลี่ยนตัวผู้นำ 

แล้วสิ่งนี้คือปัญหาของตัวผู้นำเอง หรือของระบบกันแน่?

กรณีของเคียร์ สตาร์เมอร์ อาจไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความนิยมที่ลดลงของนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนลักษณะเฉพาะของระบบการเมืองอังกฤษซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้นำถูกท้าทายจากภายในพรรคได้ตลอดเวลา รวมถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเบร็กซิต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง