รีเซต

ก๊าซเรือนกระจก พุ่งทุบสถิติ! WMO ส่งสัญญาณเตือน โลกเสี่ยงภัยพิบัติหนักขึ้น

ก๊าซเรือนกระจก พุ่งทุบสถิติ! WMO ส่งสัญญาณเตือน โลกเสี่ยงภัยพิบัติหนักขึ้น
TNN ช่อง16
28 ตุลาคม 2569 ( 12:00 )

ระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 สะท้อนวิกฤตโลกร้อนที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เตือนว่า การสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังทำให้โลกกักเก็บความร้อนมากขึ้น และอาจส่งผลให้คลื่นความร้อน พายุหมุนเขตร้อน และฝนตกหนักทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง

 

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ความเข้มข้นเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับ 426.8 ส่วนในล้านส่วน หรือ ppm คิดเป็นประมาณ 153% ของระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมในปี 2293 โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2.8 ppm ซึ่งสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรายปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

ไม่เพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น ก๊าซเรือนกระจกสำคัญอีก 2 ชนิด ได้แก่ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ต่างมีความเข้มข้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยอยู่ที่ 267% และ 126% ของระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมตามลำดับ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการวัดปริมาณก๊าซที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ไม่ใช่ปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกมาใหม่ในแต่ละปี


โค บาร์เร็ตต์ รองเลขาธิการ WMO เตือนว่า การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทุก ๆ 1 ส่วนในล้านส่วน ล้วนมีความสำคัญ เพราะหมายถึงความร้อนที่ถูกกักเก็บไว้ในระบบภูมิอากาศมากขึ้น เปรียบเสมือนการเร่งสะสมพลังงานความร้อนให้กับมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้คลื่นความร้อน พายุหมุนเขตร้อน และพายุฝนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเร็วกว่าที่เคยประเมินจากข้อมูลในอดีต


ตลอดปี 2569 หลายภูมิภาคทั่วโลกเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งอุณหภูมิที่ร้อนจัดในยุโรปช่วงฤดูร้อน และเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในเอเชียและพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

WMO ยังประเมินว่า ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกในปี 2569 จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ประกอบกับการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีกำลังแรง ซึ่งอาจทำให้หลายพื้นที่เผชิญสภาพอากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้แหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้และระบบนิเวศบนบก ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือ ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ หรือ SF6 ซึ่งนิยมใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้า โดย WMO พบว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นในปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก๊าซชนิดนี้มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 24,000 เท่า และสามารถคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานกว่า 1,000 ปี


ขณะเดียวกัน WMO ยังตรวจพบว่า ความเข้มข้นของก๊าซไฮโดรเจนในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 5.3% ระหว่างปี 2553–2567 แม้ไฮโดรเจนจะไม่ใช่ก๊าซเรือนกระจกโดยตรง แต่การรั่วไหลจากโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ผลิต ขนส่ง และกักเก็บไฮโดรเจน อาจเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางเคมีในชั้นบรรยากาศ และส่งผลให้โลกร้อนขึ้นทางอ้อม


ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก เพราะแม้ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจะเป็นหนึ่งในทางเลือกของเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ แต่หากไม่มีการควบคุมการรั่วไหลอย่างเหมาะสม รวมถึงการจัดการก๊าซ SF6 ที่ใช้ในระบบไฟฟ้า ก็อาจลดทอนประโยชน์ด้านสภาพภูมิอากาศที่ควรได้รับจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

บาร์เร็ตต์ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นและควรได้รับการสนับสนุน แต่ต้องดำเนินการอย่างชาญฉลาด โดยอาศัยข้อมูลการตรวจวัดและติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

 

ท้ายที่สุด WMO เตรียมนำผลการศึกษาครั้งนี้เสนอต่อผู้แทนประเทศต่าง ๆ ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 หรือ COP31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเน้นย้ำว่าโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากก๊าซเรือนกระจกที่สะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการลดการปล่อยก๊าซควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรอบคอบ คือกุญแจสำคัญในการจำกัดความรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง