รีเซต

ตลาดหลักทรัพย์ฯ-CMDF-อว.ร่วมปั้นธุรกิจใหม่ และแก้กฎหมายดันดัชนี 2,000 จุด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ-CMDF-อว.ร่วมปั้นธุรกิจใหม่ และแก้กฎหมายดันดัชนี 2,000 จุด
TNN ช่อง16
15 กันยายน 2569 ( 19:05 )

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ประกาศจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust : PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจ New Economy 


และในโอกาสนี้ สถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง พร้อมบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบัน และพันธมิตร ร่วมเปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมศักยภาพและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันผลักดันธุรกิจ Deep-Tech จากงานวิจัยสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์ และการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น 


ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้ 


อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และตลาดทุน การจัดตั้ง PE Trust และ University Holding Consortium จึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศดังกล่าว 


โดย University Holding Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ ขณะที่ PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว 


ทั้งนี้ กองทุนเหล่านี้จะเป็นผู้เข้าไปลงทุนตั้งแต่นวัตกรรมในระยะเริ่มต้นภายในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเราคาดหวังว่า นวัตกรรมเหล่านี้จะได้รับการลงทุนอย่างเหมาะสม ด้วยการใส่เงินเพื่อสเกลธุรกิจในแต่ละรอบ ไม่ว่าจะเป็น Series A, Series B, Series C และต่อยอดไปสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต และคาดหวังว่า ภายในปี 2575 จะมีธุรกิจที่เข้าจดทะเบียนผ่านโครงการนี้ให้ได้ 5 หลักทรัพย์ ซึ่งตลาดหุ้นไทยนั้นทุกคนฝันอยากให้ไปที่ 2,000 จุด ซึ่งมองว่า หากจะไปถึงจุดนั้น ต้องมีเครื่องยนต์นวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปสนับสนุน" ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในบริบทที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง PE Trust จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโต จากระยะเริ่มต้นไปสู่การเป็นกิจการที่พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน 


ขณะที่ University Holding Consortium จะช่วยปลดล็อกองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยต้องการอย่างแท้จริง


ยิ่งไปกว่านั้น กลไกนี้จะเชื่อมโยงกับการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การจัดตั้งบริษัท การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน PE Trust ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนได้ตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 


โดย PE Trust มุ่งลงทุนในธุรกิจ New Economy อาทิ เทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน 


นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอแก้ไขกฎหมายโครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) ต่อกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ยังคงสามารถกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้แม้จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น


ศ.พิเศษกิติพงศ์ กล่าวว่า ตลาดทุนไทยได้เสนอแนวคิดแก้ไขกฎหมายมหาชน เปิดทางบริษัทจดทะเบียนสามารถออกหุ้นบุริมสิทธิ ที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกันหรือหุ้นหลายคลาส ( Dual-Class Shares) หรือ เรียกอีกอย่างว่า Golden Share ที่บริษัทแบ่งโครงสร้างหุ้นออกเป็นหลายประเภทหรือหลายคลาส โดยแต่ละคลาสจะมีสิทธิประโยชน์และสิทธิในการออกเสียง (Voting Rights) ไม่เท่ากัน เพื่อให้ผู้บริหารหรือผู้ก่อตั้งควบคุมทิศทางบริษัทได้ แม้ถือหุ้นน้อยลง สิทธิเงินปันผล เป็นต้น ซึ่งแต่ะคลาสอาจมีสิทธิออกเสียงน้อยกว่าหรือไม่มีเลย แต่นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อขายได้ 


สำหรับกานผลักดันกฎดังกล่าว เพราะต้องการปลดล็อกข้อจำกัดการระดมทุน เพิ่มสภาพคล่องและ Free Float โดยเฉพาะหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ พร้อมเปิดช่องรัฐบาลลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ นำเงินมาใช้บริหารและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่ม ขณะที่ยังรักษาอำนาจควบคุมกิจการสำคัญผ่านโครงสร้างหุ้นรูปแบบใหม่ 


โดยมุ่งแก้ปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมายที่มีมาอย่างยาวนาน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับบริษัทขนาดใหญ่ในการบริหารโครงสร้างเงินทุนและระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างบริษัทขนาดใหญ่ที่รัฐถือหุ้น 70% และต้องการลดสัดส่วนเหลือ 49% การใช้โครงสร้างหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน จะช่วยให้รัฐสามารถขายหุ้นบางส่วน เพิ่ม Free Float และสภาพคล่อง ขณะที่ยังคงสิทธิในการควบคุมประเด็นสำคัญของกิจการ


"ถือเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ภาครัฐ หัวใจสำคัญคือการเปิดให้บริษัทสามารถออกหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิม หรือภาครัฐสามารถลดสัดส่วนการถือหุ้นลง และเปิดทางให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมกิจการ ช่วยยกระดับสภาพคล่องของหุ้นขนาดใหญ่ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุนระดับโลกที่ใช้ดัชนี MSCI เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประกอบการจัดสรรเงินลงทุน โดยจะเริ่มจาก บจ.ที่จะเข้ามาระดมทุนใหม่ ส่วน บจ.ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เดิมหากสนใจก็สามารถทำได้ เพราะหากสามารถปลดล็อกกฎหมายและเพิ่ม Free Float ในหุ้นขนาดใหญ่ได้ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ และมีโอกาสสร้างแรงส่งต่อมูลค่าการซื้อขาย รวมถึงดัชนี ตลาดหุ้นไทยขึ้นไปสู่ระดับ 2,000 จุด ในอีก 2-3 ปีนี้" ศ.พิเศษกิติพงศ์ ระบุ


ทั้งนี้ ข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำรายละเอียดและ ร่างกฎหมาย รองรับการออกหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน คาดใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อปรับปรุงร่าง ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป เพราะปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์แล้ว 


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง