รีเซต

"มือถือ" จะแพงขึ้น 30% เซ่นวิกฤตซิปพุ่งทั่วโลก

"มือถือ" จะแพงขึ้น 30% เซ่นวิกฤตซิปพุ่งทั่วโลก
TNN ช่อง16
11 มีนาคม 2569 ( 11:57 )
3

ปี 2569 ราคามือถือในประเทศ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยมีรายงานว่า ผู้ผลิตบางค่ายได้เริ่มทยอยปรับราคาขึ้นแล้ว ตั้งแต่ร้อยละ 5 ไปจนถึงเกือบร้อยละ 30 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบทำให้ต้องปรับขึ้นราคา คือ การเกิดวิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลน จากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความต้องการจาก ดาต้าเซ็นเตอร์ จนส่งผลให้ราคาชิปหน่วยความจำ ปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อต้นทุนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์โดยรวม ซึ่งรวมถึงสมาร์ตโฟน ด้วย

ด้าน ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ คุณ สิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด เผยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ ซัมซุง จะเริ่มทยอยปรับขึ้นราคามือถือ โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ ร้อยละ 5 ไปจนถึงไม่เกินร้อยละ 20

สำหรับ Galaxy S26 Series ที่เพิ่งเปิดตัวไป ก็ปรับราคาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า แต่ในบางรุ่นยังตรึงราคาไว้ โดยเฉพาะรุ่นเริ่มต้นของ S26 Ultra ความจุ 256 GB ยังคงราคาเดิมจากรุ่นก่อนหน้า

ส่วนภาพรวมของตลาด คาดการณ์ว่า อาจเกิดภาวะมือถือขาดแคลนในบางรุ่น โดยจะเริ่มเห็นในช่วงไตรมาส 2 ถึง ไตรมาส 3 ของปีนี้ และสถานการณ์จะลากยาวไปเป็นปี จนถึงปีหน้า (2570) ก่อนสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายดีขึ้น 

ขณะเดียวกัน บางรายอาจปรับตัวด้วยการลดเสปกสินค้า เช่น กลับไปใช้ความจุเริ่มต้นที่ 64 GB เพื่อคงต้นทุนไว้

อย่างไรก็ตาม ซัมซุง ไม่มีนโยบายการลดสเปกสินค้า แต่สิ่งที่พยายามนำเสนอให้กับลูกค้าคือ แผนการผ่อนชำระมือถือในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

คุณ สิทธิโชค กล่าวถึงภาพรวมของตลาดมือถือในปีนี้ว่า ยังเร็วไปที่จะประเมินได้อย่างชัดเจน แม้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเริ่มช้าลงราวร้อยละ 5 แต่นั่นอาจเป็นผลจากการที่ ซัมซุง เปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ช้าลง จากเดิมจะเปิดตัวในช่วงปลายเดือนมกราคม จึงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป แต่ก็ประเมินไว้ว่า ปีนี้ ตลาดน่าจะทรงตัว หลัง2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดมือถือเติบโตได้ดีในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยพบว่ากว่าร้อยละ 70 ซื้อมือถือด้วยเงินผ่อน กลับกันจากก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 70 ซื้อมือถือด้วยเงินสด และด้วยพฤติกรรมนี้ ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น และอัปเกรดมือถือเป็นรุ่นระดับบนมากขึ้นด้วย 

โดยสถานการณ์แนวโน้มของราคาที่ปรับสูงขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อ มือถือกลุ่มบนมากนัก เพราะลูกค้าในกลุ่มนี้ไม่ได้อ่อนไหวในเรื่องราคา 

อย่างล่าสุดยอดจอง Galaxy S26 Series เติบโตถึง 1.4 เท่า หรือราวร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (S25) ส่วนหนึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากข้อจำกัดด้านการเงินที่ถูกปลดล็อกไป รวมถึงนวัตกรรมโดดเด่น เช่น ฟีเจอร์กันเผือก หรือ Privacy Display (ไพรเวซี่ ดิสเพลย์) ที่สามารถป้องกันคนรอบข้างมองเห็นหน้าจอได้ ควบคู่ไปกับความสามารถด้าน AI ของซัมซุง และการมีกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคา จะส่งผลกระทบกับตลาดในกลุ่มกลาง ล่าง มากกว่า เนื่องจากผู้บริโภคในกลุ่มนี้มักจะมีความอ่อนไหวต่อราคาสูงกว่ากลุ่มพรีเมียม

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง