เกิดอะไรขึ้นกับ "อิหร่าน" จากวิกฤตเศรษฐกิจ ลามสู่ประท้วงใหญ่ และกองเรือรบสหรัฐฯ ที่"ทรัมป์" ส่งมากดดัน

"สหรัฐฯ" ประกาศพร้อมจู่โจม "อิหร่าน" ? จากการประท้วงครั้งใหญ่ ที่มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาปากท้อง จากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ลุกลามไปสู่การแรงกระแทกทางการเมือง ที่รอบนี้ส่อเค้าว่าจะวิกฤตต่างจากทุกครั้ง และอาจจะสะเทือนไปทั้งโลกได้
เงินเฟ้อพุ่งกระฉูด แต่ค่าเงินดิ่งลงอย่างหนัก นี่คือ สิ่งที่เกิดกับอิหร่าน ปัญหาเศรษฐกิจที่ถึงขั้นวิกฤต มีผลกระทบไปถึงการใช้ชีวิตของผู้คน จะอยู่ได้อย่างไร หากข้าวของราคาแพงขึ้นทุกวัน แต่ค่าเงินลดลงต่อเนื่อง
เศรษฐกิจของอิหร่านซบเซาต่อเนื่องมานานหลายปี แต่ปีนี้เรียกได้ว่าเข้าสู่ภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบ แรงกดดันสำคัญมาจากเงินเฟ้อระดับสูงมากกว่า 42%
นอกจากนี้อิหร่านยังเจอกับปัญหาค่าเงินเรียลอ่อนค่าดิ่งลงไปอย่างหนัก ซึ่งหากเราเทียบย้อนไปจากปีที่ผ่านมา จะพบว่าค่าเงินเรียลอ่อนค่าร่วงลงไป หรือสูญเสียมูลค่าไปแล้วมากถึง หนึ่งในสาม เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการอ่อนค่าของเงินเรียลมีผลทำให้ราคาสินค้านำเข้า รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ต่ำและชนชั้นกลาง
ที่่ผ่านมาอิหร่านยังโดนคว่ำบาตรจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานและต่อเนื่องหลายทศวรรษ สาเหตุหลักเกิดจากโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่ถูกมองว่าละเมิดสนธิสัญญา, การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค, การฟอกเงิน, และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดศักยภาพทางการเงินและการทหาร
โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่กลับมาบังคับใช้อีกครั้งตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งจำกัดการส่งออกน้ำมันและการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งทาง Wall Street Journal รายงานว่า แม้อิหร่านจะสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันได้บางส่วนในช่วงปี 2024–2025 แต่รายได้สุทธิกลับลดลง เนื่องจากต้องขายน้ำมันในราคาต่ำและผ่านช่องทางที่มีต้นทุนสูง
เมื่อย้อนกลับไปในอดีต วิกฤตเศรษฐกิจอิหร่านมีรากฐานมาจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก และการขาดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเผยแพร่ในรายงานเศรษฐกิจอิหร่านปี 2022 ระบุว่า เศรษฐกิจอิหร่านมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงาน และเผชิญปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังมาอย่างยาวนาน
จากวิกฤตปากท้อง สู่วิกฤตการเมือง เพราะแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพ เป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่านเวลานี้ เริ่มจาก 28 ธันวาคม 2025 เมื่อพ่อค้าและผู้ประกอบการในตลาดแกรนด์บาซาร์ กรุงเตหะราน พากันปิดร้านค้าเพื่อประท้วงค่าเงินที่อ่อนค่าและต้นทุนการนำเข้าที่พุ่งสูง
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน การประท้วงได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังเมืองใหญ่ต่างๆ และกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่ไปแรงงาน นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยมีตั้งแต่ข้อเรียกร้องให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไปถึงโจมตีทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยชาวบ้านชาวอิหร่านต่างเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ จนนำไปสู่การประท้วงที่รุนแรงขึ้น และหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และมีรายงานการจับกุมผู้ประท้วงเป็นจำนวนมาก
รัฐบาลอิหร่านเองก็มีการตอบโต้ เช่น การสั่งจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสื่อสาร การทำธุรกรรมออนไลน์ และภาคธุรกิจดิจิทัล สำนักข่าว AP ระบุว่า การปิดอินเทอร์เน็ตดังกล่าวสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนที่พึ่งพารายได้จากช่องทางออนไลน์
จากประท้วงอิหร่าน มาถึงมือของทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ประกาศว่ากำลังส่งความช่วยเหลือไปให้ และจะทำให้อิหร่านกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่พอใจเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่าน พร้อมขู่เตรียมเข้าแทรกแซง และขู่ใช้ปฎิบัติการทางทหารด้วย นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกจับตาและหวาดหวั่น เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ หรือเมื่อต้นปี ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ส่งกองทัพบุกไปจับกุมผู้นำของเวนาซุเอลามาแล้ว โดยทรัมป์ได้ขู่ว่าสหรัฐฯ มี “กองเรือรบขนาดมหึมา” ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน แต่เขาหวังว่าจะไม่ต้องนำมาใช้
และก็มีรายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีอีกหลายลำ ได้เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา
โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ชาวอิหร่านทำการประท้วงต่อไป และยังขอให้ผู้ประท้วงเข้ายึดหน่วยงานต่างๆในประเทศ พร้อมประกาศยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับทางการอิหร่าน อ้างจนกว่าการเข่นฆ่าผู้ประท้วงจะยุติลง และพร้อมกันนี้ทรัมป์ยังให้คำมั่นบอกด้วยว่า ความช่วยเหลือจากสหรัฐกำลังมาแล้ว และเขาจะทำให้อิหร่านกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วย
พร้อมกันนี้สหรัฐฯ ยังเตรียมรีดภาษีนำเข้าสูงถึง 25% กับทุกชาติที่พัวพันทำธุรกิจกับอิหร่าน แต่ก็เปิดประตูสำหรับการเจรจาด้วยเช่นกัน หลังจากที่คว่ำบาตรอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านไปแล้วหลายราย
ทางด้านของรัฐบาลอิหร่าน ก็แสดงจุดยืนไม่หวั่นกลัวต่ออำนาจของสหรัฐฯ พร้อมเตือนด้วยว่าการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ จะถูกมองว่าเป็น “สงครามเต็มรูปแบบ” และจะได้รับการตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง ซึ่งทั้งหมดนี้เราต้องจับตาสถากนการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการเผชิญหน้าทางทหาร และกลายเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่ในตะวันออกกลาง
ที่สำคัญ คือ ผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศอิหร่าน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงานที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์พลังงานให้ความเห็นกับรอยเตอร์ว่า ความไม่แน่นอนในอิหร่านอาจเพิ่มความผันผวนให้กับราคาน้ำมันโลก ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน รวมถึงประเทศไทย ที่ต้องเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าพื้นฐาน ที่สามารถส่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในไทย พร้อมด้วยความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และค่าระวางเรืออาจเพิ่มความซับซ้อนต่อการค้าระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญด้านขนส่งทางเรืออย่างช่องแคบฮอร์มุช
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
