ไฟสงครามตอกย้ำชัด โลกยังหนี “พลังงานฟอสซิล” ไม่พ้น

ความตึงเครียดครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่เพียงจุดชนวนความเสี่ยงด้านความมั่นคงในภูมิภาค แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า โลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างลึกซึ้ง จนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศต้องเผชิญความเปราะบางจากภูมิรัฐศาสตร์
ปฏิบัติการทางทหารร่วมดังกล่าวพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านนิวเคลียร์หลายร้อยแห่งในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอ่าวเปอร์เซีย เพิ่มความเสี่ยงของการขยายวงความขัดแย้ง
แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะระบุว่าเป็นการสกัดภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มิติด้านพลังงานและการแข่งขันอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีน มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน
สำหรับอิหร่านยังคงเป็นผู้ผลิตไฮโดรคาร์บอนรายใหญ่ของโลก แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรมายาวนาน โดย ณ สิ้นปี 2024 มีปริมาณสำรองน้ำมันพิสูจน์แล้วราว 209,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 12% ของโลก และ 24% ของตะวันออกกลาง
ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา อิหร่านผลิตน้ำมันดิบราว 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 3% ของอุปทานโลก น้ำมันส่วนใหญ่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และรองรับการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือราว 30% ของโลก เฉลี่ยวันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
หลังการโจมตี ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยเบรนท์ทะยานเกิน 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าอุปทานอาจสะดุด นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อีกมิติสำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือความสัมพันธ์ด้านพลังงานระหว่างจีนกับอิหร่าน จีนกลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด โดยสัดส่วนเพิ่มจาก 25% ในปี 2017 เป็นเกือบ 90% ในปี 2023
ในปี 2025 กว่า 80% ของน้ำมันอิหร่านที่ส่งออกทางเรือมุ่งหน้าไปจีน เฉลี่ยราว 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 13% ของการนำเข้าน้ำมันทางเรือทั้งหมดของจีน โรงกลั่นอิสระในมณฑลซานตง ซึ่งคิดเป็นราว 1 ใน 4 ของกำลังการกลั่นประเทศ อาศัยน้ำมันอิหร่านราคาลดพิเศษจากผลของการคว่ำบาตร
หากอิหร่านถูกกระทบจนส่งออกลดลง จีนจะต้องหาซัพพลายเออร์ใหม่ในราคาสูงขึ้น โดยประเมินว่า ส่วนต่างราคาประมาณ 10-14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ต้นทุนนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้นวันละ 13-18 ล้านดอลลาร์ และส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ
สำหรับสหรัฐฯ ประเด็น “ความมั่นคงพลังงาน” กลับมาเป็นวาระสำคัญ โดยเฉพาะในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผลักดันแนวคิด “ครองความเป็นใหญ่ด้านพลังงาน” ผ่านนโยบายสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลและแร่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ควบคู่กับการลดกฎระเบียบและการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนบางส่วน
สหรัฐฯ ยังรักษาฐานทัพทางอากาศ ทางเรือ และภาคพื้นดินในอ่าวเปอร์เซียมายาวนาน เพื่อค้ำประกันความต่อเนื่องของเส้นทางพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่จีนเลือกแนวทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจน แต่การพึ่งพาน้ำมันอิหร่านทำให้จีนมีความเปราะบาง หากความขัดแย้งทวีความรุนแรง ปักกิ่งจะต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกยังดำเนินไปไม่เร็วพอ ตราบใดที่การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ยังผูกติดกับห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงฟอสซิล เป้าหมายด้านภูมิอากาศก็ยังคงเสี่ยงต่อความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์
นักวิเคราะห์มองว่า เหตุการณ์ในอ่าวเปอร์เซียไม่ใช่เพียงปัญหาความมั่นคงระดับภูมิภาค แต่สะท้อนความตึงเครียดเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก ที่เชื่อมโยงระหว่างน้ำมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งล้วนมีแนวโน้มผันผวนและคาดเดาได้ยากในระยะข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
