รีเซต

ค่าไฟไทย มีแต่ขึ้นกับขึ้น ปีนี้อาจแตะ 5 บาท/หน่วย

ค่าไฟไทย มีแต่ขึ้นกับขึ้น ปีนี้อาจแตะ 5 บาท/หน่วย
TNN ช่อง16
30 มีนาคม 2569 ( 15:08 )
15

ค่าไฟในไทย จะมีการปรับขึ้นทุก 4 เดือน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กกพ. มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับขึ้นค่าไฟ สำหรับงวด พ.ค. - ส.ค. 69  ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 25 - 31 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

ค่าไฟงวดใหม่มี 3 ทางเลือกในการปรับขึ้น ตั้งแต่ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย ถ้าดูตามอัตรานี้ค่าไฟงวดใหม่มีแนวโน้ม “ปรับขึ้นทั้งหมด” จากงวดปัจจุบันอยู่ที่ 3.88 บาท/หน่วย 

-ทางเลือกที่ 1 ค่าไฟอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 18% เป็นกรณีที่สะท้อนต้นทุนเต็มสูตรมากที่สุด เพราะมีการเรียกเก็บค่า Ft ขายปลีก 80.60 สตางค์ต่อหน่วย เป็นการรวมต้นทุนเชื้อเพลิงงวดใหม่ทั้งหมด โดยแนวทางนี้จะมีการคืนภาระต้นทุนคงค้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) จำนวน 35,928 ล้านบาท เพื่อเคลียร์หนี้คงค้างทั้งหมดให้จบเร็วที่สุด เพื่อให้ฐานะการเงินของ กฟผ. กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น

-ทางเลือกที่ 2 ค่าไฟ 4.08 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 5% เป็นกรณีที่คิดเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงประจำงวดตามข้อเสนอของ กฟผ. โดยยังไม่ดึงภาระหนี้สะสม 35,928 ล้านบาทกลับมาเก็บจากผู้ใช้ไฟในรอบนี้ เท่ากับว่า กฟผ. ยังคงต้องแบกรับต้นทุนค้างสะสมดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ค่าไฟปรับขึ้นแรงเกินไป

-ทางเลือกที่ 3  ค่าไฟ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 2% เป็นทางเลือกที่ปรับขึ้นค่าไฟน้อยที่สุด โดยยังให้ กฟผ. รับภาระหนี้คงค้าง 35,928 ล้านบาทไว้ก่อนเช่นเดียวกับทางเลือกที่สอง แต่เพิ่มเติมคือ กกพ. เสนอให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ Claw back ประมาณ 9,472 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟ ทำให้ค่า Ft ขายปลีกลดลงเหลือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย และช่วยชะลอผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนได้มากที่สุดใน 3 ทางเลือกที่เสนอไป

 แนวโน้มค่าไฟที่ปรับขึ้น เป็นผลจากต้นทุนเชื้อเพลิงโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว( LNG) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคา Spot LNG ในตลาดโลกขยับขึ้นแตะระดับราว 20-25 ดอลลาร์/ล้านบีทียู ส่งผลให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ท่ามกลางแรงกดดันค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้น  กกพ. ระบุว่า ยังมีมาตรการ และเครื่องมือที่จะนำมาช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน และภาคธุรกิจ

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ “การนำเงินส่วนเกินจากการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า หรือ Claw Back” มาใช้พยุงค่าไฟ ซึ่งครั้งนี้เห็นการนำเงินมาใช้กว่า 9,400 ล้านบาท เพื่อลดค่าไฟกว่า 16 สตางค์ต่อหน่วย 

ถ้าไปดูโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึงประมาณ 57% ทำให้ต้นทุนค่าไฟผูกกับราคาตลาดโลกโดยตรง “ดังนั้นในการบริหารเชื้อเพลิง กกพ. ปรับแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหิน” โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งมีต้นทุนผลิตต่ำกว่าการใช้ LNG อย่างมีนัยสำคัญ แต่การใช้ถ่านหินมีปัญหาด้านมลพิษ และไม่สอดคล้องกับนโยบายพลังงานสะอาด ต้องรอดูว่าฝ่ายนโยบายจะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไร

พร้อมกันนี้มีข้อเสนอ “เร่งนำโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางกลับมาเดินเครื่อง” เพื่อเพิ่มกำลังผลิตและเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟสูง

อีกมาตรการสำคัญคือ “การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยอีกประมาณ 150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน” เพื่อลดการนำเข้า LNG ที่มีราคาผันผวนสูง

 รวมถึง “การเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว” ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล น่าจะช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยของระบบไฟฟ้าในภาพรวมลงไปได้

ขณะเดียวกัน “มีแผนเดินหน้าขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน” เช่น แสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าในระยะยาว โดยยังสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจสามารถผลิตไฟใช้เองได้มากขึ้น

ในระยะยาว “กกพ. เตรียมทบทวนโครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้า ทั้งเงินส่วนเพิ่ม( Adder) และ ราคารับซื้อไฟฟ้าแบบคงที่ที่รัฐกำหนดล่วงหน้า (FiT)” เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น หลังพบว่าบางโครงการมีต้นทุนรับซื้อสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาวได้เพิ่มเติมประมาณ 0.13–0.14 บาทต่อหน่วย

สถานการณ์ค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ที่ต้นทุนพลังงานโลกผันผวนอย่างรุนแรง ทำให้ค่าไฟมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย ที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงหลักเพียงไม่กี่ประเภท 

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  และศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ทำให้เห็นว่า ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า แต่เป็นผลจากหลายองค์ประกอบที่สะสมมาเป็นเวลานานในหลายเรื่อง

เรื่องแรก คือ “โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน พบว่ายังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักในสัดส่วนประมาณ 50–60% ของกำลังผลิตทั้งหมด” ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค การพึ่งพาก๊าซในระดับนี้ทำให้ต้นทุนค่าไฟมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะในช่วงที่แหล่งก๊าซในอ่าวไทยลดลง “ไทยจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง LNG มีต้นทุนสูงกว่าและมีราคาผันผวนตามตลาดโลก”

ในช่วงที่ผ่านมาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ “โดยเฉพาะการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก รวมถึง LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ไทยในฐานะผู้นำเข้า LNG จึงได้รับผลกระทบเต็มรูปแบบ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ค่าไฟในประเทศขยับสูงขึ้น

อีกประเด็นที่สำคัญ คือ “ค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง ด้วยการเก็บ ค่า Ft ทุก 4 เดือนตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนแปลง” เมื่อราคาก๊าซและพลังงานในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ค่า Ft ก็จะปรับขึ้นตาม ส่งผลให้ค่าไฟโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลไกนี้แม้จะช่วยให้ระบบพลังงานมีความยืดหยุ่นและไม่ขาดทุนสะสมมากเกินไป แต่ในอีกด้านก็ทำให้ประชาชนต้องรับภาระต้นทุนโดยตรง

นอกจากนี้ “ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการใช้นโยบายตรึงค่าไฟเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สะสมหลายหมื่นล้านบาท” โดยเฉพาะในส่วนของ กฟผ. ซึ่งต้องรับภาระต้นทุนแทนประชาชนในระยะหนึ่ง ซึ่งหนี้สะสมดังกล่าวไม่สามารถแบกรับได้ตลอดไป และจำเป็นต้องทยอยนำกลับมาคิดในค่าไฟงวดถัดไป จึงเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้ค่าไฟยังอยู่ในระดับสูง

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ “เรื่องต้นทุนระบบไฟฟ้า หรือกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของไทยที่อยู่ในระดับสูงกว่าความต้องการใช้จริงค่อนข้างมาก” แม้จะมีเหตุผลด้านความมั่นคงทางพลังงาน แต่การมีโรงไฟฟ้าสำรองจำนวนมาก ทำให้เกิดต้นทุนคงที่ ทั้งในรูปแบบค่าความพร้อมจ่ายและสัญญาซื้อไฟระยะยาว หรือ PPA ซึ่งแม้จะไม่ได้ใช้ไฟเต็มกำลัง แต่ก็ยังต้องจ่ายต้นทุนส่วนนี้ ส่งผลให้ค่าไฟมีต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้น

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าค่าไฟของไทยไม่ได้แพงขึ้นจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ การนำเข้า LNG ที่มีราคาผันผวน ไปจนถึงกลไกค่า Ft ภาระหนี้สะสม และต้นทุนสำรองในระบบไฟฟ้า หากไม่มีการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งในด้านแหล่งเชื้อเพลิง การบริหารสัญญาไฟฟ้า และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก ค่าไฟของไทยก็มีแนวโน้มจะยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในระยะยาว


ในเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงาน คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล พาไปดูจากนโยบายหาเสียงของ พรรคภูมิใจไทย แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  “พยายามเน้นในเรื่องค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักภายใต้กรอบเศรษฐกิจสีเขียว โดยมีเครื่องมือสำคัญ คือการใช้พลังงานสะอาดเข้ามาลดต้นทุนในระยะยาว เช่น โครงการโซลาร์เซลล์ชุมชน   และการรับซื้อไฟไฟตรง ผ่านระบบ Direct PPA เพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าและส่งตรงถึงครัวเรือนโดยไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแฝงจากค่าดำเนินการและภาษีในระบบเดิม

 นโยบายดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมาย Net Zero 2050 ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว โดยหากสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น จะช่วยลดความผันผวนของต้นทุนไฟฟ้าที่เกิดจากราคาก๊าซและ LNG ในตลาดโลก

 ในเรื่องค่าไฟ 3 บาท มีการให้สัมภาษณ์จาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า  ค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย จะไม่ได้ใช้กับทุกคน แต่จะเป็นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย โดยหลักการของนโยบายนี้คือ การดูแลกลุ่มเปราะบาง เน้นในกลุ่มผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้รับการช่วยเหลือให้จ่ายค่าไฟในระดับประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟในระดับที่สูงกว่านั้น จะต้องจ่ายตามต้นทุนจริงของระบบ เนื่องจากรัฐมีงบประมาณจำกัด และจำเป็นต้องบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พาไปดูนโยบายอีกพรรค ที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล “พรรคเพื่อไทย” เน้นการลดค่าไฟผ่านการปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงาน”

เป้าหมายของปรับโครงสร้างราคาพลังงานของพรรคเพื่อไทย  คือ ต้องการลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาท/หน่วย 

พรรคเพื่อไทยมองว่า หากสามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะการลดการพึ่งพา LNG ที่มีราคาสูงและผันผวนในตลาดโลก พร้อมเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศ เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว

มีมุมมองจาก ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวในการประขุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ว่า ค่าไฟเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดของประเทศ มีการเสนอแนวคิดเชิงนโยบายว่า ปัญหาค่าไฟแพงมีรากมาจากโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทั้งสัญญาซื้อไฟระยะยาวและต้นทุนสำรองในระบบ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการทบทวนควบคู่กับการปรับโครงสร้างเชื้อเพลิง

ถ้าดูจากนโยบายของ 2 พรรคการเมือง ที่เป็นแกนนำรัฐบาลชุดใหม่ ทั้ง 2 พรรคพยายามเน้นในเรื่องราคา พลังงานสีเขียว และปรับโครงสร้างราคาค่าไฟ มีเป้าหมายทำให้ ปรับระบบพลังงาน และบริหารทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ค่าไฟลดลงได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง