จ่อปรับ"จีดีพีเกษตร"ใหม่เหตุสงครามยืดเยื้อ

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มตั้งแต่ ปลายเดือน ก.พ.2569 และอาจยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมีแพงขึ้น รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่น
รวมถึงต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น เช่น การประมงที่มีน้ำมันเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ได้รับ ผลกระทบทางตรง ขณะที่ฤดูการทำนาปี จะเริ่มเดือน พ.ค.2569 อาจมีปัญหาราคาปุ๋ยแพง หรืออาจเกิดการขาดแคลน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องติดตาม ประกอบด้วยเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น รวมถึงประเทศกลุ่มยูโรโซนและอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อการค้า และความต้องการสินค้าเกษตรไทย
ขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าและ กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นกระทบการแข่งขันและการส่งออกสินค้าเกษตรไทย เช่น มาตรการสิ่งแวดล้อม และด้านสุขอนามัยของสภาพยุโรปและการตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดขึ้นของจีน นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและรวมถึงการวางแผนการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรไทย
นอกจากนี้ ไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท ปลาทูน่า 1 หมื่นล้านบาท ยางพารา 3,000 ล้านบาท ไก่เนื้อ 1,000 ล้านบาท การเกิดสงครามจึงกระทบภาพรวมแน่นอน
ส่วนสถานการณ์สงคราม เป็นปัจจัยที่เพิ่งเกิดขึ้น สศก.จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตาม และ ต้องประเมินภาวะเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพี ภาคเกษตร) ใหม่จากเดิมคาดว่าทั้งปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2-3
โดยถ้าแบ่งสินค้าเกษตรายกลุ่ม กลุ่มพืช คาดโตร้อยละ 2.5 - 3.5 โดยสินค้าที่ผลผลิตเพิ่ม คือ ข้าวนาปี, ข้าวโพด, อ้อย, ยางพารา, ปาล์ม, และผลไม้ (ทุเรียน/มังคุด) เนื่องจากน้ำฝนดีและพื้นที่ปลูกเพิ่ม ส่วนผลผลิตลด ข้าวนาปรัง (เกษตรกรหนีราคาตก) และ มันสำปะหลัง
ด้านกลุ่ม ปศุสัตว์ คาดโตร้อยละ 1 - 2 โดยสุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่เกษตรกรระวังเรื่องต้นทุน และกลุ่ม ประมง คาดโตร้อยละ 0.3 - 1.3 โดยกุ้งขาวแวนไม ผลผลิตทรงตัวตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
