ขายดีทั่วโลก! "อาหารเปียกหมา-แมว" Made in Thailand ส่งออกพุ่ง ตีตลาดเทรนด์พรีเมียม แพงกว่าแต่คนยังซื้อ?

จับตา โอกาสทองของส่งออกไทย เทรนด์เลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ดัน "Made in Thailand" โตแกร่งแค่ไหนในตลาดโลก
ทาสหมา ทาสแมว ใครเลี้ยงน้องด้วยอาหารเปียกกันบ้าง วันนี้อาหารเปียกมาแรงที่สุด และไม่ใช่แค่ไทยแต่เป็นเทรนด์ของโลก และเป็นโอกาสของส่งออกบ้านเรา ที่จะสามารถผลิตอาหารหมาแมวส่งออกได้มากขึ้น พุ่งทะยานไปสู่ 3,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
ทุกวันนี้คนเลี้ยงหมาแมวเหมือนลูก และเป็นเทรนด์ที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องไม่แผ่วทั่วโลก สอดรับกับสังคมสูงวัย และสังคมคนโสด คนไม่มีลูกอีกด้วย เป็นโอกาสสำหรับภาคธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงอย่างมาก หรือพูดง่ายๆ ทาสหมา ทาสแมว เปย์ไม่อั้น จ่ายเต็มที่เพื่อลูกรักสี่ขา
สินค้าเพื่อหมาแมวในยุคนี้ก็มีการพัฒนาไปอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารการกิน มีการยกระดับเพื่อเพิ่มมูลค่า และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของหมาและแมว
และสำหรับบ้านเราโอกาสที่น่าสนใจ คือ กลุ่มของอาหารสัตว์ ที่ไม่ได้ขายดีแค่ในประเทศ แต่มีการส่งออก โกยรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้นในทุกปีด้วย และรวมไปถึงปีนี้ที่จะเป็นโอกาสทองอีกครั้งของส่งออกไทย จากกระแสของอาหารเปียกที่ได้รับความนิยมากขึ้น และรวมไปถึงเทรนด์ของอาหารพรีเมี่ยม ที่ช่วยดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงได้ดีขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจากรายงานของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์ว่ามูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในปีนี้ 2569 จะเติบโตอยู่ที่ 5-6% ด้วยมูลค่าส่งออกราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้มีปัจจัยกดดันจากฐานสูง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่มีการเร่งนำเข้าในปีก่อน แต่ปีนี้เราจะยังได้แรงหนุนจากทั้งตลาดยุโรปที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดเอเชียที่คาดว่าจะรีบาวด์กลับมาหลังจากหดตัวลงเมื่อปีก่อน
สำหรับจุดแข็งของไทย คือ เราส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม ซึ่งวันนี้ยังมีความต้องการในตลาดโลกสูง จากเมกะเทรนด์ของโลก ที่คนทั่วโลกเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงเป็นลูก เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว ที่เจ้าของใส่ใจเต็มที่โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพหมาแมว ที่มีการให้ความสำคัญกับโภชนาการ เลือกอาหารที่เหมาะและดีต่อชีวิตของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น และเป็นปัจจัยบวกที่เป็นแรงส่งสำคัญ ทำให้ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยยังสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
5 ปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยตัวเลขอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 13.1% และที่สำคัญ คือ ตลาดพรีเมียมของอาหารสัตว์เลี้ยงกำลังขยายตัวต่อเนื่องในทุกปี โดยรายงานของ Statistics MRC (Market Research Reports® Inc.) ผู้ให้บริการข้อมูลวิจัยตลาดชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ได้รายงานแนวโน้มตลาดอาหารสัตว์พรีเมียมโลกจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.4% ต่อเนื่องยาวถึงปี 2575 ซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
และนี่ คือ โอกาสครั้งสำคัญ ของผู้ผลิตอาหารสัตว์ของไทยเพื่อการส่งออก เพราะหลายประเทศทั่วโลกยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ประเทศไทยเรามีห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบครบวงจร และในปัจจุบันนี้เราสามารถขยายบทบาทจนกลายมาเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลกได้สำเร็จ โดยในปี 2568 ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยขยายตัว 8.1% จากปีก่อน ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2 เท่าของมูลค่าส่งออกก่อนช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19
ตลาดหลักในการส่งออกอาหารหมาแมวของไทยในวันนี้ แบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ อเมริกา เอเชีย และยุโรป และอาหารเปียกกำลังฮิตเป็นอย่างยิ่ง
ในอดีตอาหารหมา อาหารแมว เราจะมีแค่ไม่กี่อย่าง หลักๆ คือ อาหารเม็ด แต่ในยุคนี้ หากใครเข้าไปที่ร้านอาหารสัตว์ จะเห็นว่าแค่อาหารหมาแมวยุคใหม่ไม่ธรรมดา นอกจากยี่ห้อที่หลากหลาย ยังมีสินค้าที่มากมาย มีทั้งการคัดเกรด จัดคุณภาพ และการบำรุงที่แตกต่างกัน เช่น บำรุงขน สายตา แมวในบ้าน แมวทำหมัน ไม่เติมเกลือ Superfood
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มาแรงมากๆ ในวันนี้ คือ อาหารเปียก อาหารที่ไม่ผ่านความร้อน หรืออาหารรูปแบบ Holistic แม้จะแพงขึ้น แต่ก็มีพรีเมี่ยมมากขึ้น และทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง แต่เป็นทางเลือกที่ทุกคนชื่นชอบและตอบโจทย์ และยังพร้อมจ่ายในราคาที่แพงขึ้น เพราะทุกคนให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ มีการอ่านหลังซอง หารีวิวจากโลกโซเชียล ไม่ต่างจากซื้ออาหารคน
ttb analytics ระบุถึงทิศทางส่งออกอาหารหมาแมวในปีนี้ มีหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไทยยังรักษาโมเมนตัมในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือ ศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้ากลุ่มพรีเมียมและอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก (Wet Pet Food) ที่มีส่วนผสมเนื้อสัตว์หรือปลาคุณภาพสูง
ซึ่งอาหารเปียกเป็น Segment ที่มีมาร์จินสูงและเจาะตลาดกลุ่ม Niche Market ได้ดี สะท้อนได้จากราคาส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยที่แพงหรือสูงกว่าคู่แข่งเฉลี่ยถึง 24% จากจุดแข็งของไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบครบวงจร และความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปโปรตีนจากผลผลิตพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เนื้อไก่ เศษเนื้อปลา แป้ง และธัญพืชต่าง ๆ
ดังนั้นจึงทำให้ไทยมีวัตถุดิบโปรตีนคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้ในตลาดพรีเมียม รวมถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากลอย่าง GMP, HACCP และอื่น ๆ ส่งผลให้สินค้าไทยได้รับการยอมรับในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น
สำหรับลูกค้า หรือปลายทางของตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ในปัจจุบันนี้มีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ คือ
1. ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าส่งออกรวมกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 35.6% ของมูลค่าส่งออกรวมในปี 2568
2. ตลาดเอเชีย คาดปี 2569 ตลาดเอเชียกลับมาขยายตัวในทิศทางบวกอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 4-5% หลังผ่านช่วงหดตัวจากปีก่อน และข้อได้เปรียบด้านระยะขนส่งเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกหลักรายใหญ่อื่นอย่าง เยอรมนี และสหรัฐฯ
3. ตลาดยุโรป ไทยกำลังรุกขยายส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น ปัจจัยหนุนมาจากกำลังซื้อที่สูง แนวโน้มความนิยมเลี้ยงสัตว์และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมในยุโรปยังคงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น อิตาลี เยอรมนี สหราชอาณาจักร และเบลเยียม โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่มีจำนวนสุนัขมากสุดในยุโรปถึง 12 ล้านตัว
ส่วนภาพรวมในปี 2569 นี้ ttb analytics ให้คำแนะนำว่า ผู้ส่งออกของไทยควรเน้นบริหารความเสี่ยง กระจายตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ามากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางรายให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพเฉพาะด้านมากขึ้นผ่านเทรนด์ Longevity ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Value Added ให้กับสินค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลกที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ต่อไป
อาหารแมว อาหารหมายุคใหม่ ไม่ต่างจากคน มีอะไรใหม่ๆให้ตามเสมอ และเน้นที่การดูแลสุขภาพด้วยเช่นกัน เหมือนคนที่อยากอายุยืนยาว น้องหมาน้องแมวที่เรารัก ก็ต้องอยู่กับเราไปนานๆ เช่นกัน ดังนั้นถ้าหากขายได้ถูกจุด ธุรกิจนี้ตลาดนี้ยังเป็นโอกาสทองสำหรับหลายคนได้อย่างแน่นอน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
